บทที่ 17
นิทานเรื่องที่ปรึกษาของกษัตริย์
[Chapter 17 : The Tale of Lord Chancellor Sven]
1
(19/11/49)
เอาล่ะ... เสียเวลาเปิดอกพูดคุยกันมาพอสมควรแล้ว... ฝากเตรียมการต้อนรับสไตล์ไวออกส์ให้เสนาบดีแห่งแอซการ์ดด้วย คาร์ลบอกผู้อารักขาจาเน็ก ก่อนจะเดินเข้ามาตบบ่าอดีตหัวหน้า
ตามธรรมเนียมของไวออกส์ ชเลยจะได้รับโอกาสให้แสดงอะไรสนุกๆให้เจ้าบ้านดู... และเมื่อเจ้าบ้านหมดสนุก ...ก็จะเข้าสู่เกมลงทัณฑ์ พูดจบ คาร์ลก็หมุนตัวกลับไปยืนเคียงผู้นำฝ่ายกบฏร่างซูบผอมเหมือนเดิม
แล้วนักรบร่างกำยำในชุดเกราะพื้นเมืองสองคนก็ตรงปรี่เข้ามาหาสเวน คว้าต้นแขนทั้งสองข้างของเขาเอาไว้ สเวนนิ่วหน้าแต่ก็ไม่ได้ขัดขืนปล่อยให้ตัวเองโดนถูลู่ถูกังไปที่ศูนย์กลางของวงล้อมนักรบกบฏซึ่งบีบวงแคบเข้ามา สเวนได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากลูกน้องอีกสามคนจากด้านหลัง แต่เมื่อพยายามหันไปมองก็โดนกำปั้นลุ่นๆอัดเข้าที่หน้าอย่างรุนแรง
นิ่มนวลหน่อย... มันเจ็บหนักอยู่แล้ว ถ้าตายคามือพวกแกข้าจะให้แกมาสร้างความบันเทิงให้ท่านจาเน็กแทน คาร์ลตะโกน
สเวนเห็นใบหน้านักรบกำยำที่ชกเขาบิดเบี้ยวด้วยความชิงชัง ...สงสัยคราวนี้ต้องขอบคุณคาร์ลสักครั้ง... แต่ไม่ทันที่ความรู้สึกชาจะหายไปจากใบหน้าพวกนั้นก็โยนเขากระแทกพื้นอย่างรุนแรง โดนแผลเก่าที่หลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
...... ...ให้มันได้อย่างนี้สิ...
สเวนตะกายตัวขึ้นยืนพลางถ่มเลือดออกจากปาก เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกกำลังโคลงไปมา ถ้าไม่เพราะเครื่องดื่มชูกำลังที่ซดเข้าไปคงได้ล้มหัวฟาดพื้นอีกรอบ ...ไม่น่าเชื่อว่าของพรรค์นั้นจะมีประโยชน์จริงๆ
คราวนี้พวกนักรบปล่อยเขาไว้ลำพังให้ยืนอยู่ตรงมุมล่างของพื้นที่โล่งที่เกิดขึ้นมาใหม่จากการจัดแถวของทัพกบฏ สเวนเห็นทหารแอซการ์ดที่เหลือถูกลากตัวไปยืนอยู่ที่เดียวกับพวกคาร์ล ซึ่งตอนนี้มีเก้าอี้อันหนึ่งวางเอาไว้ด้วย คาร์ลบรรจงช่วยให้จาเน็ก วิกเตอร์นั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนที่นักรบหญิงในชุดพื้นเมืองอีกสองสามคนจะเดินออกมาจากด้านหลังพร้อมถ้วยน้ำและอุปกรณ์พัดวีผู้นำของพวกเธอราวกับตั้งใจจะดูการแสดงจริงๆ
สเวนผ่อนลมหายใจ... ถึงจะไม่ชอบแสดง แต่อย่างน้อยการกระทำของเขาก็ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งเพราะทุกคนยังอยู่ครบสามสิบสอง.... ...้ยปีเลย้้นะด้
ก่าอีกแล้วอีกแล้วกนั้นก็ผลักเขากระแทกพื้นะบีบวงแคบเข้ามาวามบันเทิงว
เพียงแต่... จากตรงนี้ต้องทำอะไรต่อ?
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ร่างในชุดคลุมยาวขาวหย่อนลงนั่งบนตอไม้ซึ่งส่วนลำต้นขาดสะบั้นและทอดขวางอยู่ข้างๆเก้าอี้กิตติมาศักดิ์ของจาเน็ก พลางเลิกคิ้วให้ทหารแอซการ์ดสามนายที่โดนจับมากองรวมกันและนั่งจ้องเขาด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อมาพักใหญ่แล้ว
เป็นอะไรไป? นั่งกันไม่สบายรึไง? หรืออยากถูกมัด?
...คาร์ล... ทำไมถึงทำแบบนี้? นายทหารอาวุโสถาม
ถามคำถามนั้นอยู่ได้ รู้แล้วจะได้อะไรขึ้นมา? ถ้าเหตุผลไม่เข้าหูลุงแล้วจะเล่นงานข้ารึ? คำตอบทำเอาคนถามแน่นิ่ง เพราะรู้ดีว่าด้านหลังมีคมดาบจ่ออยู่
หึ... ตัวเองยังเอาไม่รอด อย่ารู้เรื่องยุ่งยากให้รกสมองเลย คาร์ลว่าพลางหันไปทางเวทีชั่วคราวที่มีเสนาบดีผมแดงยืนอยู่ มาสนใจการแสดงของท่านลอร์ดสเวน เอกลาสดีกว่า รับรองว่าในช่วงชีวิตที่ไร้ค่าของพวกแกมีโอกาสได้ดูหนเดียว
กรอด... ลอร์ดสเวนไม่ใช่ตัวตลก...
พูดถูกแล้ว ใครว่าข้าจะให้มันเล่นตลกให้ดูล่ะ? ข้าจะให้มันสู้ต่างหาก...
...สู้?
คาร์ลปรบมือเรียกความสงบจากเหล่านักรบรอบด้านพร้อมกับสายตาเย็นชาของคนที่ยืนเป็นจุดเด่นอยู่กลางวงล้อมศัตรู
แขกของพวกเราคงจะงงแย่แล้วว่าต้องทำอะไร... ดังนั้นให้เกียรติข้า... ตัวแทนของท่านผู้นำอธิบายให้ฟังสักหน่อย เสียงพึมพำอย่างไม่พอใจดังมาจากรอบด้านอีกครั้ง แต่จาเน็กก็ออกคำสั่งตัดขึ้นมา พวกเจ้า! จงสงบ! ให้ท่านทูตกายอมตะพูด...
ขอบพระคุณมากท่านจาเน็ก ...เนื่องจากพวกเราทุกคนก็รู้ถึงความโหดเหี้ยม ของพวกอาณาจักรแอซการ์ด ที่เข่นฆ่าพวกพ้องของพวกเราไปนับไม่ถ้วน อ้างกรรมสิทธิ์เหนือผืนดินศักดิ์สิทธิ์อันเป็นสมบัติของบรรพบุรุษและรีดไถภาษีจากลูกหลาน โทษมหาศาลเหล่านี้ถึงตายก็ชดใช้ได้ไม่หมด ...แต่การจะโยนความผิดทั้งหมดใส่เสนาบดีคนเดียว ก็ดูจะอยุติธรรมเกินไป... อีกทั้งการสังหารผู้ที่ไร้ทางสู้ไม่ใช่วิถีของนักรบ ข้ากับท่านผู้นำได้ปรึกษากันเรื่องนี้ เห็นสมควรให้ผู้นำฝ่ายแอซการ์ด ได้ต่อสู้เพื่อเกียรติของตนเอง
เพื่อเกียรติของตัวเอง...? พูดแบบนี้แสดงว่าไม่ได้สู้เพื่อรอดอ่ะดิ นายปากต่อปากกระซิบบอกทหารแว่นด้วยสีหน้าซีดเซียว
ก่อนหน้านี้ลอร์ดสเวนก็ได้พิสูจน์ฝีมือให้พวกเราเห็นแล้ว ด้วยการรอดชีวิตจากใบมีดลมของท่านผู้นำ แถมยังกำจัดกองหน้าที่มาสำรวจได้อย่างคล่องแคล่ว นับว่ามีฝีมือควรค่าแก่การชื่นชมไม่ด้อยไปกว่าเซอร์ฮิวเบิร์ด แกลลัป ยอดขุนพลฝ่ายแอซการ์ดผู้ล่วงลับ... พวกเราจะให้โอกาสลอร์ดสเวนในการดวลกับนักสู้ฝีมือดีของฝ่ายเราที่คัดเอาไว้แล้วตัวต่อตัว ทั้งหมด 10 คน หากผ่านไปได้... จะปล่อยให้ทหารแอซการ์ดสามคนนี้ให้เป็นอิสระ
จ-จริงดิ?! ทหารปากต่อปากเผลอขึ้นเสียงด้วยความเริงร่า จนเพื่อนอีกสองคนจับอุดปากแทบไม่ทัน และเมื่อหันไปทางสเวน สีหน้าเขาก็ยังห่างไกลจากความดีใจนัก
...แต่ถ้าท่านลอร์ดพลาดพลั้ง ก็จะต้องเล่นเกมลงทัณฑ์ ...พลาดพลั้งในที่นี้หมายความว่าหมดสติหรือหมดสภาพอยู่บนพื้นนานเกิน 10 วินาที
...แล้วถ้าข้าตาย? สเวนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ถ้าท่านตายแต่ชนะคู่ต่อสู้ได้ทั้ง 10 คน ก็ถือว่าผ่าน แต่ถ้าท่านตายระหว่างทาง ก็ช่วยไม่ได้ เดี๋ยวข้าจะส่งลูกน้องไปตามรับใช้ท่านในโลกหน้าด้วย...
...แล้วอะไรคือเกมลงทัณฑ์?
คาร์ลฉีกยิ้ม แต่ก็ไม่ได้ให้คำตอบ ไว้ถึงเวลา เดี๋ยวท่านก็จะได้รู้เอง... อ้อ! แล้วก็อย่าเล่นตุกติก ถ้าท่านทำอะไรที่ไม่เข้าตาท่านจาเน็กขึ้นมา ท่านอาจจะได้เล่นเกมลงทัณฑ์ก่อนเวลาอันควร...
ไม่เข้าตาแกมากกว่าละมั้ง...
คำย้อนของสเวนทำให้ชายหน้าบากหัวเราะด้วยเสียงต่ำๆมีเพียงทหารแอซการ์ดสามคนที่นั่งอยู่ตรงตอไม้เท่านั้นที่ได้ยิน
จากนั้นคู่ต่อสู้รายแรกของเสนาบดีแห่งแอซการ์ดก็แยกออกมาจากแถวนักรบ เป็นชายไม่สวมเสื้อเผยมัดกล้ามให้ดูอย่างเต็มเปี่ยม มือถือขวานอันมหึมา ซึ่งเจ้าตัวควงไปมาอวดให้พรรคพวกที่ส่งเสียงกู่ร้องอยู่รอบด้านดู สเวนมองคู่ต่อสู้อย่างเหนื่อยหน่าย ...ท่าทางจะเป็นพวกป่าเถื่อนไร้สมองสุดขั้ว... คิดแล้วเขาก็คว้าด้ามดาบที่อยู่ข้างกาย แต่ก็ได้ยินเสียงปรบมืออีก
อ้ะๆ... ข้ายังอธิบายไม่จบ ทิ้งดาบของท่านไปซะ
จะให้ข้าสู้มือเปล่า?
นี่เห็นข้าใจดำขนาดนั้นเลยรึ? แต่ท่านจาเน็กเตรียมอาวุธพื้นเมืองไว้ให้แล้ว... เพื่อให้เป็นการต่อสู้ที่เท่าเทียม... คาร์ลบอก จะว่าไป... ข้าสงสัยมาสักพักแล้วว่าทำไมท่านถึงไม่เอา คลาโอม โซลาริส มา
ทหารแอซการ์ดสามนายฟังชื่อดังกล่าวด้วยความสงสัย ส่วนคนถูกถามก็ตอบเพียงสั้นๆว่า พังไปแล้ว
พัง? คลาโอม โซลาริสเนี่ยนะ ท่านไปทำอีท่าไหนถึงพังได้? คาร์ลขมวดคิ้ว
หึหึ...แล้วทำไมล่ะคาร์ล? อย่าบอกนะว่าที่ไว้ชีวิตข้าไว้จนบัดนี้เพราะอยากได้คลาโอม?
... ...สงสัยเหตุผลที่ท่านราชากำจัดท่านก็เพราะท่านทำคลาโอม โซลาริส พังแหงแซะ
อะไรคือคลาโอม โซลาริส?
คาร์ลหันขวับไปทางทหารแอซการ์ดสามนายด้วยความรำคาญ แต่พวกนั้นก็รีบส่ายหัว ส่วนคนถามแท้จริงแล้วเป็นหนึ่งในนักรบคนสนิทของจาเน็กนั่นเอง ซึ่งในมือกำขวานยักษ์ที่จะให้ผู้นำฝ่ายแอซการ์ดใช้สู้เอาไว้แน่น คาร์ลพยักพเยิดเป็นเชิงให้สัญญาณให้เอาขวานไปให้เสนาบดีหนุ่ม โดยไม่สนใจที่จะตอบคำถาม
คลาโอม โซลาริส ก็คือดาบแห่งแสง... เป็นหนึ่งใน อาร์ทิแฟค ที่ใช้ขยายประสิทธิภาพของGIFT สเวนอธิบาย
ท่านไม่คิดจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับหน่อยรึ? คาร์ลถามท่าทางอึ้งๆ ซึ่งคนอธิบายก็เพียงแต่คิดในใจ
...คาร์ลรู้มากกว่าที่พวกกบฏรู้... ...แต่จะมีสักกี่คนในโลกที่รู้จักคำว่า อาร์ทิแฟค
นอกจากขุนนางระดับสูงของอาณาจักร...
...และก็ศาสนจักร...
...คาร์ล... แกถูกส่งมาจากศาสนจักรสินะ...
ข้านึกว่าแถวไวออกส์สอนเรื่องอาร์ทิแฟคตั้งแต่อนุบาลเสียอีก
ฮะๆ เรื่องนี้ไม่รู้แฮะ แต่พูดตรงๆ ข้าไม่เคยอยากได้คลาโอมเลย สำหรับข้ามันก็แค่ดาบเบาเปราะๆอันหนึ่งเท่านั้น แต่มันน่าจะสร้างสีสันให้การต่อสู้ของท่านได้มากกว่านี้ถ้าเอามาใช้
แล้วขวานอันเขื่องก็ถูกโยนลงตรงพื้นทรายหน้าสเวน
...หวังว่าอาวุธชิ้นนี้จะไม่ทำให้การต่อสู้ของท่านมันจืดชืดจนเกินไป คาร์ลต่อให้จบประโยค
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
2
(3/12/49)
การต่อสู้นัดแรกเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังการให้สัญญาณจากคนสนิทจาเน็ก คู่ต่อสู้ซึ่งเบ่งกล้ามไปมาบรรจงสาวเท้าเข้าหาร่างของเสนาบดีผมแดงซึ่งเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด สเวนปรายตาไปทางขวานขนาดยักษ์ที่กองอยู่บนพื้นเพียงแวบเดียว แล้วจึงชักสายตากลับโดยไม่คิดจะแตะต้องมัน
...คาร์ล ที่แกเลือกอาวุธแบบนี้ให้ข้า เพราะรู้อยู่แล้วใช่มั้ย?...
เป็นอะไรไปนายกองแห่งแอซการ์ด? กลัวจนตัวสั่นไม่กล้าหยิบอาวุธขึ้นสู้เลยรึ? ฝ่ายตรงข้ามส่งคำสบประมาท แต่สเวนเพียงแต่เมินเฉย พาให้กองเชียร์ซึ่งโดนบังคับให้เอาหัวตัวเองเป็นประกันพากันนั่งอย่างกระสับกระส่าย หัวหน้า.. หยิบขวานขึ้นมาสู้สิครับ... ทหารแว่นบ่นอุบอิบ ทำให้นายปากต่อปากที่นั่งเหงื่อแตกอยู่ข้างๆอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ ใครจะไปใช้ขวานอันเท่าช้างขนาดนั้นสู้ได้วะ?! แค่ยกก็ยกไม่ขึ้นแล้ว แบบนี้มันขี้โกงชัดๆ!
คาร์ล! เลิกเล่นบ้าๆแบบนี้สักที! ลอร์ดสเวนไม่ใช่นักรบ แบบนี้มีหวัง---
ท่าทางพวกแกจะยังเข้าใจอะไรผิดอยู่นะ... คาร์ลบอกเสียงเรียบ เบิกตาดูให้ดีก่อนซี่...
แล้วพวกเขาก็ได้ยินเสียงขวานหนักๆซัดลงไปบนพื้นร่วนจนต้องหันกลับไปจดจ่ออยู่ที่การต่อสู้ สเวนหลบขวานเหล็กกล้าที่แฉลบแขนลงปักพื้นเพียงเฉียดฉิว ก่อนจะถือจังหวะนั้นเข้าประชิดอีกฝ่ายและคว้ามีดพกซึ่งสอดไว้ในฝักข้างเอวนักรบร่างยักษ์ออกมาเป็นของตัวเอง คนที่ถูกขโมยอาวุธสำรองส่งเสียงคำรามอย่างไม่พอใจและเหวี่ยงขวานเข้าใส่ร่างที่เล็กกว่าอีกครั้ง หวังขยี้ให้แหลกคามือ แต่ชายผมแดงก็กระโดดหลบได้อย่างงดงามและปักมีดเล่มยาวเข้ากลางหลังของฝ่ายจู่โจม เสียงร้องโหยหวนดังสะท้านไปทั่วบริเวณ แต่ไม่ช้าก็ขาดห้วงพร้อมๆกับเจ้าของร่างที่ล้มตึง...นิ่งสนิทอยู่บนพื้น
เหล่านักรบฝ่ายกบฏหรือแม้กระทั่งฝ่ายแอซการ์ดต่างเหลือกมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชนิดตาถลนแทบหลุดออกมาจากเบ้า
ห-หัวหน้าเก่งเหมือนกันแฮะ... ทหารปากต่อปากพึมพำ
ไม่ใช่แค่เก่ง แต่โคตรเก่งมากกว่ามั้งครับ? หนุ่มแว่นเสริม รอยยิ้มเปี่ยมหวังเริ่มผุดพรายขึ้นบนใบหน้า แต่ไม่ทันไรเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเกลียดชังก็ดังมาจากรอบด้าน พาให้คนเป็นลูกน้องหดเหลือจุดเล็กๆเท่าเดิม
ว้า... นกกระจอกไม่ทันกินน้ำเลย สงสัยข้าจะประเมินฝีมือไอ้ยักษ์งั่งนั่นสูงไปหน่อย... คาร์ลเปรยขึ้นโดยไม่สนใจว่ากำลังดูถูกพรรคพวกฝ่ายตัวเองแค่ไหน ซึ่งเมื่อเหล่านักรบหันไปมองทางผู้นำเป็นเชิงคับข้อง ก็เห็นเพียงประกายพึงพอใจจากแววตาอันร่วงโรย สเวนติดใจสภาพของจาเน็กพอสมควรแต่ก็ละสายตาจากชายแก่อย่างรวดเร็วเมื่อคู่ต่อสู้รายถัดไปแยกออกจากแถวมารออยู่ตรงหน้า
การต่อสู้แบบตัวต่อตัวที่เอาชีวิตของคนสองฝ่ายเดิมพันยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ สเวนทำได้ดีเกินคาด และเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยการแย่งอาวุธสำรองอีกสองครั้งจนคู่ต่อสู้คนที่สี่ ซึ่งเป็นชายหน้าผอมไว้หนวดเคราสีดำยาวตัดสินใจถอดมีดพกของตัวเองออกจากเข็มขัดและโยนทิ้งไปก่อน
เสนาบดีผู้สิ้นชื่อแห่งแอซการ์ด... ถ้าคิดว่ามุขเดิมๆจะใช้ได้ผลกับข้าก็เสียใจด้วย ...หึหึหึ... นักรบหนวดดำว่า ก่อนจะพึมพำด้วยเสียงทุ้มต่ำ อ้อมกอดทลายภูผา (Embrace of Mountain Break)... สิ้นคำ กล้ามเนื้อที่ลำแขนของเขาก็ปูดโปนไปด้วยหลอดเลือด ก่อนจะขยายขนาดขึ้น
ฮ่าๆๆ... ด้วย GIFT ของข้า... ข้าจะบดขยี้แกด้วยมือเปล่าให้ดู...
ถ้ามีปัญญาก็เอาสิ? สเวนบอก และเนื่องจากไม่มีอาวุธให้แย่งเขาก็เลยหยิบลูกหินกลมซึ่งเรืองแสงสีฟ้าออกจากใต้เสื้อคลุมทันทีและปาเข้าใส่คนที่ยังพล่ามไม่จบดี เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่ว แต่ก่อนที่สเวนจะได้โล่งใจ คู่ต่อสู้สีหน้าเหยเกก็พุ่งพรวดออกมาจากเปลวระเบิดสีฟ้าสว่าง
ไอ้...! ตายยยย!! นักรบหนวดดำโถมเข้าหาชายหนุ่มราวกับวัวคลั่ง ความเร็วที่เพิ่มพูนในชั่วพริบตาทำให้สเวนไม่อาจหลบพ้น แต่ก็ไม่เร็วพอที่จะหยุดประกายสีฟ้าที่สว่างวาบจากอุ้งมือของเขาได้
...ทำลายสเถียรภาพหน่วงเวลา!... สเวนยัดลูกหินสีน้ำตาลก้อนน้อยเข้าไปในปากที่กำลังแผดเสียงของคู่ต่อสู้อย่างไม่ลังเล และถีบร่างที่พุ่งเข้าใส่สุดแรง แม้ฝ่ายที่กระเด็นดูเหมือนจะเป็นตัวเองมากกว่าแต่นัยน์ตาสีแดงก็ทอประกายแห่งชัยชนะ
...จบสิ้นกันที!...
เสียงระเบิดทึบๆดังอัดขึ้นจากภายในของคนที่กำลังกุมคอของตัวเองตามมาด้วยการปริแตกของช่องท้องและเลือดข้นคลั่กที่พุ่งกระจายออกมาทางปาก ห่าฝนเลือดปนอวัยวะภายในที่แตกกระจายไม่ใช่สิ่งที่น่าโสภาเท่าไหร่จนคนดูที่อยู่ในรัศมีพากันเบือนหน้าหนี สเวนเองก็ไม่ได้ชอบใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนักและยกแขนขึ้นกัน
เป็นพลุที่งดงามมากท่านลอร์ด ทำได้ดีๆ คาร์ลปรบมือพร้อมชมเปาะ น้ำเสียงจริงใจแต่สายตาช่างเปี่ยมด้วยความเย้ยหยัน ซึ่งสเวนก็ทำเป็นไม่ได้ยินและเพียงแต่ปาดเลือดคู่ต่อสู้ออกจากใบหน้า ลมหายใจที่เคยผ่อนเข้าออกช้าๆเริ่มไม่สม่ำเสมอ แต่คู่ต่อสู้คนต่อไปก็มายืนรอท่าเสียแล้ว สเวนเหยียดตัวขึ้นตรง มือควานเข้าไปใต้เสื้อคลุมนับลูกหินที่เหลืออย่างครุ่นคิด
...เหลือหินผนึกอีก 5 ก้อนเล็ก...
...เหลือคู่ต่อสู้อีก 6...
...ยังไงก็ไม่พอ ความจริงแล้วเราสร้างระเบิดขึ้นจากวัตถุอย่างอื่นก็ได้ แต่ทำแบบนั้นจะต้องใช้พลังมากกว่าเดิมมาก ร่างกายคงทนได้อีกไม่นาน การใช้พลัง GIFT ในสภาพนี้มีแต่จะทำให้เราเสียเปรียบมากขึ้น...
...เพราะไงๆคาร์ลก็ไม่ปล่อยเราไว้แน่ต่อให้ชนะ ที่ส่งคู่ต่อสู้ระดับนี้ออกมาเพราะคงหาคนที่เก่งกว่านี้ในบรรดากบฏไม่ได้แล้วมากกว่า มันจงใจทำให้เราเหนื่อยแต่ก็ต้องสู้ต่อไปเรื่อยๆ เต้นไปตามกติกาของมันเพราะหวังที่จะรอด...
...ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่? หรือว่าเป็นแค่ความสะใจที่ได้เค้นลูกไก่ในกำมือให้แหลกอย่างช้าๆกันล่ะไอ้พวกศาสนจักร...
การต่อสู้นัดถัดมาจบลงด้วยชัยชนะของสเวนเช่นเคย ตอนนี้เหล่าคนดูที่เคยตะโกนด่าทอและดูถูกเสนาบดีแห่งแอซการ์ดเริ่มจะมองชายผู้นี้ใหม่แล้ว คาร์ลยังคงนั่งดูการต่อสู้จากบนตอไม้อย่างอารมณ์ดี ในขณะที่ผู้นำกองกำลังกบฏจาเน็ก วิกเตอร์ก็เอ่ยขึ้นด้วยแววตาเป็นประกาย
...หึ หึ หึ... การแสดงของท่านเข้าท่าทีเดียวท่านทูตกายอมตะ... ไม่นึกว่าขุนนางแอซการ์ดธรรมดาคนหนึ่งจะมีปัญญาสู้ได้ขนาดนี้
ท่านจาเน็กถูกใจข้าก็ยินดี คาร์ลตอบ
ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของ สเวน เอกลาสในแง่นี้มาก่อน... เคยได้ยินแต่ว่าเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์แห่งแอซการ์ดผู้มักใหญ่ใฝ่สูง เฉลียวฉลาดด้านกำจัดก้างขวางคอด้วยวิธีสกปรก...
ท่านเคยได้ยินเรื่องสุนัขจนตรอกหรือเปล่า? คาร์ลถามโดยไม่หันไปมองคู่สนทนา นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจับอยู่ที่การเคลื่อนไหวของเสนาบดีที่กำลังหลบการแกว่งขวานของคู่ต่อสู้รายที่ 6 อย่างเอาเป็นเอาตาย
สุนัขจะกัดเก่งที่สุดก็เมื่อสิ้นทางไป ...ตอนที่รู้ตัวว่าจะต้องตายไงล่ะ...
ไอ้คาร์ล...!! ทหารแอซการ์ดอาวุโสทนฟังคำเปรียบเปรยไม่ได้อีกต่อไปและทำท่าว่าจะลุกขึ้นไปอัดชายหน้าบากให้รู้เรื่อง จนเพื่อนอีกสองคนแทบจะฉุดเอาไว้ไม่อยู่ คาร์ลจุ๊ปากอย่างรำคาญแต่ก็เอามือกั้นไม่ให้นักรบที่ยืนเฝ้าเสียบหอกทะลุร่างคนก่อกวน
ลูกน้องวุ่นวาย... หัวหน้าก็รับโทษไปละกัน คาร์ลชี้นิ้วให้สัญญาณ และหนึ่งในคนอารักขาจาเน็กที่ยืนดูการต่อสู้อยู่ขอบสนามก็ง้างธนูขึ้น เล็งไปที่ขาของเสนาบดีหนุ่มท่ามกลางความตกใจของทหารสามคนนั้น
อย่า---!!! นายทหารอาวุโสตะโกนสุดเสียงแต่ลูกธนูก็พุ่งออกไปเสียแล้ว อย่างไรก็ตามคนถูกเล็งกลับฉวยจังหวะนั้นล็อคคอของคู่ต่อสู้และเตะเข้าที่หลังเข่าของเขา ทำให้มือขวานทรุดตัวลงรับลูกธนูเข้าที่กลางอกพอดิบพอดี
ขอบใจ... สเวนหันไปบอกคาร์ลพลางเสยผมที่รกรุงรังระหว่างคู่ต่อสู้รายที่ 6 ล้มหงายลงบนพื้น ทำเอาคนฟังชอบอกชอบใจ ในขณะที่นายทหารตัวต้นเหตุเกือบจะหัวใจวาย
ไม่รู้จักคำว่าสิ้นหวังเลยนะ... ท่านลอร์ด คาร์ลพึมพำกับตัวเอง จากนั้นจึงบอกกับนายทหารอาวุโส มาได้เกินครึ่งแล้ว เหลืออีกแค่ 4 คน ถ้าลอร์ดสเวนชนะได้หมดพวกแกก็จะรอดตายแล้ว ตื่นเต้นมั้ย?
...แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับหัวหน้า...? ทหารแว่นตัดสินใจถามสิ่งที่คาใจมานาน
...ก็ขึ้นอยู่กับ...หลายอย่าง คาร์ลตอบ แต่สุนัขที่ดี จะปล่อยให้ตายไปก็น่าเสียดาย
ทำไมท่านถึงคิดว่ามันเป็นสุนัขที่ดี...ต่างจากหมาบ้าธรรมดาๆเล่า? หึหึ.. ถึงมันจะเก่ง แต่ฝีมือแค่นี้ยังไม่คุ้มกับการจะให้ข้าเลี้ยงมันไว้หรอก จาเน็กบอกราวกับรู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะพูดให้ตนได้ยิน แต่จากแววตากระหาย ไม่ว่าใครก็มองออกว่าต่อให้เก่งกว่านี้คนอย่างจาเน็กก็ไม่คิดจะเก็บเอาไว้ ชายแก่มองดูเสนาบดีหนุ่มพลาดพลั้งให้กับคู่ต่อสู้คนที่ 7 ด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว ระเบิดที่ปาพลาดทำให้สเวนถูกฟันเข้าที่สีข้างซ้ายซึ่งเคลื่อนไหวได้ช้าจากการบาดเจ็บเดิมอยู่แล้ว แต่เขาก็ตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการใช้ระเบิดหินผนึกที่กะว่าจะเก็บไว้ใช้ในนัดต่อๆไปจนหมด
แรงระเบิดทำให้คู่ต่อสู้รายที่ 7 พ่ายไปจนได้ สเวนยืนหอบอยู่ตรงกลางลานต่อสู้ คู่มือมีแนวโน้มเก่งขึ้นเรื่อยๆในขณะที่เรี่ยวแรงของเขากำลังถดถอย แต่เมื่อคู่ต่อสู้คนต่อไปมายืนรอ ชายหนุ่มก็ทิ้งท่าทีเหนื่อยอ่อนไปและกลับมายืนนิ่งด้วยสายตาที่แข็งกร้าวเหมือนเดิม
คาร์ลมองคู่ต่อสู้รายที่ 9 ของสเวนซึ่งเป็นนักรบในชุดพื้นเมือง หนึ่งผู้คุ้มกันจาเน็ก ปลีกตัวออกไปยืนรอข้างขอบเวทีประลอง
คำถามที่ท่านจาเน็กถามเมื่อกี้... ตอนนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว... ข้ามีนิทานเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
3
(3/12/49)
ชายหน้าบากในชุดคลุมยาวเริ่มต้นเล่า
เสียงนั้นดังแทรกเข้ามาสู่บริเวณประลอง จนพวกที่กำลังลุ้นไปกับการต่อสู้สงบเสียงเอะอะลงและหยุดฟัง
คนสู้เองก็ได้ยิน สเวนหันหน้ามาทางคนเล่าแวบหนึ่งด้วยความข้องใจ แต่ก็ต้องรีบหันกลับไปรับมือลูกตุ้มขนาดมหึมาที่นักรบคนที่ 8 บรรจงซัดใส่
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... มีเด็กจรจัดคนหนึ่งระเห็จระเหเร่ร่อนอยู่ท่ามกลางสังคมอันเสื่อมโทรมเพียงลำพัง... เขามีผมสีแดงเพลิง นัยน์ตาสีเลือด เป็นลักษณะอัปมงคลตามความเชื่อในสมัยนั้น จึงถูกทอดทิ้งตั้งแต่ยังเยาว์วัย...
เด็กที่ไหนวะ? ฟังดูคุ้นๆ น่าสงสารจังว่ะ! นักรบคนที่ 8 บอกพลางเหวี่ยงลูกตุ้มหมายเข้าที่กลางตัวของเสนาบดีผมแดง ซึ่งเพียงแต่ทำหน้าเหนื่อยหน่ายและบิดตัวหลบ
เด็กคนนั้นใช้ชีวิตไปตามยถากรรม ปราศจากคนเหลียวแล หลังจากโดนทารุณกรรมด้วยวิธีต่างๆนานา สุดท้ายเขาก็ค้นพบวิธีใช้ GIFT ของตัวเอง... ความสามารถในการสร้างระเบิดจากวัตถุ ...แต่ยิ่งสร้าง แทนที่จะเลิกโดนรังแกกลับถูกทำร้ายและรังเกียจมากกว่าเดิม ผู้คนหวาดผวาความสามารถที่อาจจะมาลอบกัดตัวเอง กลัวว่าเด็กคนนี้จะสร้างระเบิดขึ้นมาทำร้าย สุดท้ายเด็กซึ่งขาดที่พักพิงและโดนรังเกียจจึงหันเอาความเกลียดนั้นใส่คนอื่นบ้าง... ซากศพจากระเบิดของเด็กคนนั้นค่อยๆกองทัพถม จากคนแรก เป็นคนที่สอง คนที่สาม...
ไม่เห็นจะเก่งอย่างในเรื่องเล้ย!! ฝ่ายบุกยังคงบุกต่อเนื่อง ในขณะที่คนซึ่งไม่เหลือทั้งหินผนึกและอาวุธทำได้เพียงหลบอย่างเดียว ไอ้ความสามารถสร้างซากศพเป็นภูเขาเลากามันหายไปไหนหมดวะ?! นักรบฟาดลูกตุ้มอีกครั้ง และเมื่อสเวนหลบก็เข้าทางพอดี ลูกเตะที่ตามมาติดๆทำให้คนหลบเสียหลักล้มถไลไปบนพื้น
...จนวันหนึ่งที่เด็กนักฆ่าผู้น่าสงสารอยากหลุดพ้นจากสภาพที่ตัวเองเป็น เขาทรมานกับการที่ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดผวาเพราะมีแต่คนหมายจะฆ่า ในขณะที่ตราหน้าเขาว่าเป็น หมาบ้าลอบกัด เพียงเพราะปกป้องตัวเอง เขาเดินทางมาที่เมืองหลวง ...เปี่ยมด้วยหวัง... และสมัครเข้าเป็นทหารแห่งอาณาจักร แม้จะเข้าไปในกองพันระดับสี่ซึ่งถือว่ามีแต่เศษเดนและพวกไร้ความสามารถเท่านั้น แต่เด็กชายตัวน้อยๆก็ได้ค้นพบสิ่งที่ตามหา...
...ความเชื่อใจ...และการปกป้องจากผู้อื่น ......ไม่ว่าเด็กคนไหนก็อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น... จริงมั้ย?
...ไอ้บ้าคาร์ลมันจะเล่าหาพระแสงอะไร... เด็กคนเดียวกับในเรื่องที่ตอนนี้แก่แล้วทำหน้ายุ่ง ก่อนจะซัดทรายเต็มกำมือใส่หน้าของคู่ต่อสู้ซึ่งไม่ทันระวังตัว
...เพชร ต่อให้ตกอยู่ในโคลนตมสักวันก็จะต้องถูกค้นพบ และเป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่อหลายปีต่อมาฝีมือและปฏิภาณไหวพริบของเด็กชายผู้นั้นก็เป็นที่ประจักษ์ต่อเบื้องบน จึงมีการเลื่อนขั้นให้เขาเป็นลำดับ จากกองพันสี่ เป็นสาม สอง หนึ่ง...
...จนเป็นเสนาบดีที่ปรึกษา? หนุ่มแว่นเดาแทรกเบาๆ แต่ก็โดนสายตาสะใจมองกลับ
เปล่า... สายกองทัพ ใหญ่สุดก็ต้องเป็นแม่ทัพสิถึงจะถูก... คาร์ลบอก
...แม่ทัพ...? ......อย่างหัวหน้าสเวน??
พอเถอะ... ยอมแพ้ซะ สเวนบอกนักรบคนที่ 8 ซึ่งพยายามขยี้ทรายออกจากตา แต่ฝ่ายนั้นก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง กะอีแค่ฝุ่นเข้าตา! คิดว่าพูดแบบนี้แล้วข้าจะเปลี่ยนใจไม่ขยี้แกเรอะ?! เพ้อฝันไปแล้วไอ้สวะแอซการ์ด!! เขาว่าพลางแกว่งลูกตุ้มเตรียมโจมตีอีกรอบ
...จริงๆไม่อยากใช้วิธีนี้เลย...
...แต่แกบังคับข้าเองนะ...
...เปรี๊ยะ..
ทันใดนั้นประกายสีฟ้าขนาดเล็กจำนวนมากก็สาดส่องออกมาจากใบหน้าของนักรบคนนั้น ตามมาด้วยเสียงระเบิดขนาดเล็กของเม็ดทรายนับร้อยที่เกาะอยู่ตามผิวหนังและลูกตา ชายร่างยักษ์แหกปากร้อง แต่แรงเหวี่ยงลูกตุ้มของตัวเองก็พาให้ร่างเซถลาไปปะทะกับพวกคนดู ระเบิดขนาดเล็กเพียงเท่าเม็ดทรายไม่อาจสร้างความเสียหายได้มากนัก แต่เมื่อโดนเข้าที่ผิวหนังอ่อนบางอย่างดวงตาก็ส่งผลร้ายแรงได้มากเช่นกัน ซึ่งเป็นการถนอมการใช้พลัง GIFT ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้
อ้ากกก... อาาาา....!! ตาข้า... ตาข้า!!! นักรบคนที่ 8 กรีดร้อง แต่ก็พยายามลุกขึ้นยืนทั้งๆที่ควันคุกรุ่นยังคงลอยออกจากใบหน้าอันไหม้เกรียม แต่ผู้คุ้มกันจาเน็กซึ่งมารอประมือเป็นคนที่ 9 ก็ก้าวเข้ามาในเขตประลองเสียก่อน
หัวหน้ากองกำลังฝ่ายแอซการ์ด คู่ต่อสู้คนที่ 9 ก็คือข้า...
เดี๋ยว! ข้ายังไม่แพ้--
พอเถอะมีเร็ก สารรูปอย่างนั้นสู้ไปก็นำความเสื่อมเสียมาให้ฝ่ายเราเปล่าๆ ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง พูดจบผู้คุ้มกันจาเน็กก็สาวเท้าฉับๆเข้ามาหาสเวน ซึ่งก้าวถอยหลังเว้นระยะห่างทันที
จะหนีไปไหนลอร์ดสเวน? จำได้ว่าเมื่อครั้งเซอร์ฮิวเบิร์ด แกลลัป ผู้นำกองทัพแอซการ์ดคราก่อนยังยืนหยัดต่อสู้อย่างกล้าหาญจนวินาทีสุดท้าย ผู้คุ้มกันจาเน็กกล่าวเปรย
นี่กะจะไม่ให้ข้าพักหายใจสักนาทีเลยสินะ... ถึงรีบสู้ไปพวกเราก็ยังเป็นแค่ สิ่งบันเทิง ในสายตาของผู้ชายคนนั้นอยู่ดี สเวนพาดพิงถึงคาร์ล ซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายก็เข้าใจตรงกัน
...ข้าไม่สนหรอกว่ามันจะคิดยังไง เพราะข้าสู้เพื่อท่านผู้นำเท่านั้น
แล้วผู้คุ้มกันจาเน็กก็ชักขวานคู่ออกมา แต่สเวนสังเกตได้ว่าการเคลื่อนไหวของเขามีช่องว่างเต็มไปหมดและปราศจากรังสีแห่งการฆ่าฟัน
เตรียมตัวตายได้แล้ว ลอร์ดแห่งแอซการ์ด..! ขวานลุ่นๆพุ่งเข้าหาศีรษะของเสนาบดีหนุ่ม แต่เขาก็ย่อหลบอย่างไม่ยากลำบากนัก จังหวะที่ขวานตัดผ่านสเวนก็เอ่ยถามคนที่โถมเข้ามาเบาๆ
แล้วแกแน่ใจได้ยังไงว่าผู้นำของแกไม่ได้ถูกควบคุมอยู่?
...... คนคุ้มกันจาเน็กโจมตีต่อ แต่เนื่องจากวอกแวกจากคำถามเมื่อครู่ทำให้พลาดเป้าไปถนัด สเวนจึงถามซ้ำ แน่ใจได้ยังไงว่าสุดท้ายแล้ว... ผู้นำของแกจะไม่ได้เป็นเหมือนทหารแอซการ์ดที่ยืนเป็นผีดิบตายซากอยู่หลังแถว?
หึ... นักรบผู้คุ้มกันจาเน็กเป็นฝ่ายดีดตัวออกห่างสเวนเอง ช่างสังเกตดีนี่ ลอร์ดแห่งแอซการ์ด
สเวนตีสีหน้าเคร่งขรึม แต่ในใจกำลังขบคิด ...ตอบแบบนี้หมายความว่า พวกทหารสวมชุดเกราะแอซการ์ดที่ปนอยู่ในกองทัพกบฏเป็นทหารแอซการ์ดของแท้จริงๆ...
...แต่ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก... พวกนั้นเป็นของขวัญที่ท่านทูตคนก่อนทิ้งไว้ให้
คือเซราฟิม?
แต่ไม่ทันที่จะได้รับคำตอบ ขวานคู่ก็เหวี่ยงสะบัดแบบส่งๆอีกครั้ง สเวนถอยไปด้านหลัง แต่ก็รู้สึกถึงเงาที่โถมอยู่เหนือไหล่ของตัวเอง
คาร์ล...?
สเวนเอ่ยชื่อผู้ที่น่าจะเป็นแค่คนดูอย่างแปลกใจ ผู้คุ้มกันจาเน็กจดจ้องชายผมเทาในชุดคลุมยาวที่จู่ๆก็ลงมาในสนามต่อสู้ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ ...ท่านทูตกายอมตะ ท่านกำลังเข้ามาเกะกะในการดวลของข้า
ดวล? แบบนี้น่ะเหรอการดวลของเจ้า?
...เก็บคำสบประมาทของท่านไว้หลังจากข้าแพ้ก่อนเถอะ
งั้นก็แพ้ไปซะ!
ดาบท่อนเรียวเหวี่ยงตัดลำตัวและชุดเกราะที่หนาหนักของผู้คุ้มกันจาเน็กราวกับตัดกระดาษ นักรบที่เฝ้าดูอยู่รอบๆต่างมองร่างของนักรบที่เก่งที่สุดของตัวเองสิ้นชีพคามือของคนที่น่าจะเป็นพวกเดียวกันอย่างคาดไม่ถึง แต่การต่อต้านก็สงบลงทันทีเมื่อคาร์ลสะบัดดาบเปื้อนเลือดของตัวเองไปมาเฉียดหน้าทุกคนที่กำลังจะขยับตัว
ข้าให้มาสร้างความบันเทิงให้ท่านจาเน็ก ไม่ใช่ให้มาคุยเรื่อยเปื่อย! คาร์ลกล่าวเสียงกร้าว พลางชี้นิ้วสั่งนักรบที่ยืนตะลึงอยู่ใกล้ๆมาทำความสะอาด สเวนหันไปมองคนที่ควรจะเป็นเดือดเป็นร้อนที่สุดเมื่อผู้คุ้มกันถูกฆ่า แต่ผู้นำฝ่ายกบฏจาเน็ก วิกเตอร์ก็ยังคงนั่งนิ่งติดเก้าอี้แม้ว่าคนคุ้มกันคนอื่นๆของเขาจะเริ่มเค้นอาวุธในมืออย่างไม่เป็นมิตร
ข้าเกลียดไอ้พวกไม่รู้จักสำนึกบุญคุณแล้วยังอวดดีที่สุด! รู้ไว้ซะกองกำลังอิสรภาพกิ๊กก๊อกของพวกแกยังรอดอยู่ได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะมีคนอย่างข้าช่วยหนุนหลัง! ...จารึกลงไปในกะโหลกของพวกแกให้ดี...
แกฆ่าคนๆหนึ่งเพียงเพราะเหตุผลแบบนั้น... สเวนกล่าวอย่างสลด
มันก็ไม่ต่างจากที่ท่านฆ่าด้วยเหตุผลอื่นหรอก...ท่านลอร์ด คาร์ลตอบเรียบๆ น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ก่อนสงบลง เหตุผลในการฆ่า จะเป็นยังไงสำคัญด้วยเหรอ? ก็ในเมื่อท่านลอร์ดก็รู้ว่าผลลัพธ์มันเหมือนกัน... ท่านฆ่าคู่ต่อสู้ 8 คน เพื่อรักษาชีวิตเดนมนุษย์ 3 คน และถ้าทำได้ ท่านคงจะฆ่ามันเป็นรายต่อไป ข้าช่วยให้อะไรมันง่ายขึ้นสำหรับท่าน... ไม่ชอบใจหรือไง? เขาใช้เท้าเตะศพของนักรบออกไปให้พ้นทาง
...แบบนี้ก็เท่ากับว่าถ้าข้าชนะคู่ต่อสู้อีกคนเดียวก็จะครบ 10 และแกจะทำตามสัญญา
แน่นอน... ข้าเป็นคนรักษาคำพูด คาร์ลกล่าวพลางเดินไปยืนอีกฟากของเขตประลอง
เข้ามาเลยท่านลอร์ด... ข้าคือคู่ต่อสู้คนที่ 10 ของท่าน
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
4
(11/12/49)
...แกคือคู่ต่อสู้คนที่ 10?...
...คาร์ล... แก...
...ตั้งใจไว้แบบนี้ตั้งแต่ต้นแล้วสินะ... กะแล้วไม่มีผิด...
สเวนมองดูคู่ต่อสู้คนสุดท้ายด้วยสายตาเหยียดหยาม ...คนมากเล่ห์เพทุบาย เห็นชีวิตของคนอื่นเป็นแค่เครื่องฆ่าเวลา... คิดเสร็จด้วยความที่มือว่างจึงเหลือบมองขวานที่ควรจะใช้เป็นอาวุธตั้งแต่นัดแรกอีกครั้ง แล้วจึงคลึงข้อมือของตัวเอง
...ในสภาพนี้ โอกาสที่จะชนะคาร์ลต่อให้มันไม่มี GIFT เกราะสมบูรณ์แบบก็คงไม่ถึงหนึ่งในสิบ ถ้าบวก GIFT เข้าไปด้วยก็คง หนึ่งในล้าน...
...จะใช้ หรือไม่ใช้ขวาน ผลก็คงออกมาไม่ต่างสักเท่าไหร่... จะให้ฝืนใช้กำลังแขนคงไม่คุ้มกัน...
เป็นอะไรไป? ถ้าไม่หยิบขวานนั่นขึ้นมาใช้ ข้าเกรงว่าท่านอาจจะต้องใช้กระดูกรับคมดาบของข้าต่างโล่นะ... ชายผมเทาสังเกตอาการลังเลเพียงชั่วพริบตาของสเวนได้ในทันที
หึ... เลิกแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไรเถอะคาร์ล... เล่าชีวิตวัยเด็กข้าได้ลึกซึ้งอย่างกับเกิดมาเองขนาดนั้นแล้วจะไม่รู้ชีวิตวัยรุ่นของข้าเชียวรึ?
อ้อ... จริงสิ ข้ายังเล่านิทานค้างอยู่นี่หว่า...
ระหว่างพูดคาร์ลก็ถีบตัวจากพื้นเข้าจู่โจมสเวน ฝุ่นจากเท้าที่กระทบพื้นดินฟุ้งกระจายจนเห็นเพียงแสงสะท้อนจากคมดาบแปลบปลาบ แต่เมื่อทุกอย่างจางลงก็พบดาบปักอยู่ข้างแก้มของเสนาบดีหนุ่มโดยมีคาร์ลเอาเท้ายันศีรษะจากด้านบน
อะไรกัน... แพ้เร็วเกินไปหรือเปล่า...ท่านลอร์ด? เขาก้มลงถามใบหน้าที่อยู่ใต้รองเท้าของตัวเองอย่างหงุดหงิด ยังไม่ทันแสดงฝีมือให้ข้าดูเลย ไหงทรุดลงไปแบบนั้นล่ะ?
...มันลื่นน่ะ... สเวนกล่าวเสียงแผ่ว คำพูดถูกกลบด้วยการหอบ
โอ๊ะโอ๋... ไม่ไหวแล้วงั้นเหรอ? เมื่อกี้ยังปากดีอยู่เลยเชียว คาร์ลถอนเท้าออก แต่คนที่นอนคว่ำอยู่บนพื้นกลับไม่ขยับเขยื้อน ดวงตาสีแดงที่เคยคมบาดกลับจับไปที่พื้นอย่างเหม่อลอย
...ของเล่นเจ๊งซะแล้ว...
หัวหน้าสเวน! ไอ้พวกกบฏ...ไอ้ปีศาจเอ้ย!!! ฝ่ายคนดูสามคนซึ่งนั่งเป็นไม้ประดับมานานอดรนทนไม่ได้อีกต่อไปและตัดสินใจอย่างบ้าคลั่งที่จะลุกขึ้นมาแหกปากร้องพลางวิ่งเข้าหาลานประลองโดยไม่สนถึงผลที่จะตามมา แต่คาร์ลก็ปล่อยให้พวกนั้นทำตามอำเภอใจ ทหารแอซการ์ดทั้งสามนายเข้ามาล้อมอยู่รอบๆเสนาบดีหนุ่ม พลิกร่างของเขาหงายขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้น เหงื่อไหลอาบหน้าและลำตัวของคนที่สู้ติดกันมานานเกินขีดจำกัดของตัวเอง
แต่สักพักสเวนก็ดันตัวขึ้นท่ามกลางการพยุงของลูกน้อง ยัง... ยังหรอก...
ไม่ได้หรอกท่านลอร์ด ท่านแพ้แล้ว.. แถมทางนั้นกำลังอยากเห็นเกมลงทัณฑ์เสียด้วยสิ คาร์ลบอกพลางหันไปทางผู้นำฝ่ายกบฏซึ่งเริ่มตาลุกวาว เอาเลยท่านทูตกายอมตะ... ข้ารอมานานแล้ว... ลงโทษมันให้สมน้ำสมเนื้อ เท่าเทียมกับการเป็นปรปักษ์ต่อผืนแผ่นดินนี้ ให้ไม่ด้อยไปกว่าขุนพลของแอซการ์ดคนก่อน...
แค่นี้ยังสะใจไม่พออีกหรือไง?! ทหารแว่นกับทหารอาวุโสซึ่งพยุงสเวนอยู่ถามจาเน็กด้วยความโกรธระคนอัดอั้น แม้นายปากต่อปากคิดอยากจะขอความเมตตาจากอีกฝ่ายนิดหน่อย แต่ลงท้ายก็พยักหน้าตามเพื่อน ซึ่งทางจาเน็กเพียงแต่ส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างสะใจเมื่อเห็นสภาพสิ้นหวังของพวกเขา
ฆ่าพวกเราเลยดีกว่า... ลุงอาวุโสร้องขอ แต่คนที่หายใจระรวยระรินที่สุดก็ส่ายหน้า คาร์ล เกมบ้าบอของแก... ข้าจะเล่น... ว่ามาสิ
...ตอนต่อของนิทาน... คาร์ลโพล่งขึ้นแทนคำอธิบาย หลังจากอดีตเด็กจรจัดกลายเป็นที่ชื่นชอบของขุนนางระดับสูงมากขึ้น... คนในกองพันหนึ่งที่ไม่เคยเห็นหัวชายผมแดง ก็เริ่มหวาดกลัวเขา... ไม่สิ กลัวว่าอำนาจจะหลุดมือต่างหาก ...พวกนั้นค้นหาสิ่งที่เป็น จุดอ่อน ของชายหนุ่มและก็พบสิ่งที่เข้าตาอย่างจัง
...คาร์ล จะพล่ามไปอีกนานแค่ไหน?...
จุดอ่อน... ก็คือกองพันสี่นั่นเอง เรื่องมันมีอยู่ว่าสมาชิกในหน่วยที่ชายผมแดงเคยอยู่ วันหนึ่งก็ได้รับคำสั่งให้ไปรบ ...แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครรอดกลับมาอีกเลย อันนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของแผนการของพวกที่เป็นปรปักษ์ชายผมแดงด้วยซ้ำ มันเกิดขึ้นโดยบังเอิญ... เพราะกองพันสี่ก็คือ กระดาษชำระใช้แล้วทิ้ง ของอาณาจักรแอซการ์ดตั้งแต่แรก ไม่มีใครคิดจะเป็นห่วงเป็นใยหรือเห็นค่าอะไรอยู่แล้วต่อให้ชีวิตของคนในกองนั้นถูกใช้อย่างทิ้งขว้าง ...แม้กระทั่งเด็กหนุ่มที่จากมา พอตัวเองได้ไปสู่ที่ๆดีกว่าก็ลืมรากเหง้า... กว่าจะรู้เรื่องที่พรรคพวกถูกส่งไปตายก็สายไปเสียแล้ว
...สเวน ถ้าได้เป็นใหญ่เป็นโตในวันข้างหน้าแล้วอย่าลืมกองพันสี่เสียล่ะ...
...พวกเราคงคิดถึงปากเสียๆของแกแย่...
ภาพพวกพ้องที่เปรียบเสมือนครอบครัวแรกของเด็กที่หลงทางสว่างอยู่ในความทรงจำของสเวน เปลือกตาที่หนักอึ้งมานานแสนนานเริ่มปรือลง
...ใช่... คาร์ลพูดถูก... เขาลืม... ช่วยใครไว้ไม่ทัน... ไม่เลยสักคนเดียว...
แก...เล่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับลอร์ดสเวนอยู่เหรอเนี่ย?? หนึ่งในทหารแอซการ์ดถามเสียงอ่อย หัวหน้า... หรือว่าที่เอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องพวกเราจากใบมีดลมเพราะท่าน...นึกถึงเรื่องนั้น...
......
ตั้งแต่นั้นมา ชายผมแดงจึงเริ่มเข้าไปดูแลกองพันสี่...เพราะไม่อยากเห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง เขาช่วยกองพันสี่อยู่เบื้องหลังโดยที่น้อยคนนักจะรู้ว่าเขาทำแบบนั้นและน้อยยิ่งกว่าสำหรับคนในกองพันสี่เอง ...ไอ้ที่ทำดีแต่ไม่อยากให้ใครเห็น... สงสัยจะเพราะกลัวเสียฟอร์มละมั้ง? คาร์ลสบตาสเวนครู่หนึ่งแต่อีกฝ่ายก็โซมเกินจะตอบโต้ ...แต่ใครจะไปคิดว่า ความดีไม่กี่อย่างที่เขาทำจะกลายเป็นสิ่งชักนำจุดจบของอนาคตอันสดใส...
สเวนหลบเลี่ยงสายตาสงสัยของบรรดาลูกน้อง เขาไม่อยากตอบคำถาม อารมณ์มากมายที่ตกเป็นตะกอนกำลังถูกกวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
... ตอนนั้นข้ามันโง่และอ่อนต่อโลกเสียจนน่าขำ...
พวกขุนนางที่ประสงค์ร้าย...ฉวยโอกาส... จ้างคนในกองพันสี่ให้ร่วมจัดฉากด้วยเงินเพียงไม่มาก ทำเป็นว่าตกอยู่ในวงล้อมศัตรูและจะต้องตาย ล่อให้ชายผมแดงออกมาช่วย ...แผนสำเร็จอย่างงดงาม และหลังเหตุการณ์นั้นชายผมแดงก็ต้องวางมือจากการทหารสมตามความปรารถนาของฝ่ายตรงข้าม โดยเบื้องบนสรุปสาเหตุว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ ...แต่จริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้นข้าก็อยากรู้เหมือนกัน...เพราะฉลาดๆอย่างนั้นคงไม่เผลอทำมือตัวเองขาดทั้งสองข้างหรอกมั้ง?
มือ...ขาด...? คนที่พยุงดึงแขนสเวนขึ้นมาทันที แต่มันก็ยังดูปกติดีเหมือนเดิมทุกอย่าง
GIFT ในโลกนี้มีมากมาย... ถ้าจะหา GIFT สักอันสร้างภาพลวงตามือขึ้นมาคงไม่ยากเท่าไหร่ใช่ไหมท่านลอร์ด? คาร์ลหันไปถามสเวน แต่คนที่นั่งกึ่งนอนก็เพียงแต่แค่นยิ้ม ไม่ใช่ภาพลวงตา... แกก็แค่เห็นอย่างที่อยากเห็นเท่านั้นเอง...
ภาพลวงตาพันหน้า งั้นรึ? ใช้กับมือได้ด้วยแฮะ แปลกดี แล้วจริงๆตรงนั้นมีอะไรแทนที่กันล่ะท่านลอร์ด...
สนใจไปทำไม? ก็มือนั่นแหละคาร์ล...
แต่ข้าสงสารท่านจริงๆนะ ท่านผันตัวเองเป็นเสนาบดีเพื่อล้างแค้นใช่ไหมล่ะ? ความปรารถนาที่จะเป็นแม่ทัพอะไรมันก็ไกลเกินฝันไปแล้วล่ะ แต่ไอ้พวกเลวๆที่โดนท่านเอาคืนกลับกลายเป็นแกะที่น่าเวทนาในสายตาคนอื่นในขณะที่ท่านมันก็แค่เสนาบดีเลือดเย็น แถมไปๆมาๆสุดท้ายก็โดนไอ้พวกทรงอำนาจโยนทิ้งลงมาที่กองพันสี่อยู่ดี รู้มั้ยว่าข้าแปลกใจแค่ไหนตอนที่ชวนท่านเป็นพวกแล้วท่านปฏิเสธ?
แล้วเสียงกระซิบที่ทำให้สเวนแปลกใจก็หลุดออกมา ...ข้าจะให้โอกาสสุดท้าย เข้าร่วมกับฝ่ายเราเถอะท่านลอร์ด รับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวัง
...เข้าร่วม...? โดยไม่มีเงื่อนไข?
มีแค่อย่างเดียว... แค่ท่านต้องรับ หยาดน้ำตาแห่งสวรรค์ ไป ซึ่งจะเปลี่ยนให้ GIFT ของท่านทรงพลังขึ้นจนเป็นประโยชน์ต่อพวกเรา
...หยาดน้ำตาแห่งสวรรค์?...
เหล่าลูกน้องมองมาที่สเวนเป็นทางเดียวด้วยเชื่อว่าคนเป็นหัวหน้าต้องตอบรับเป็นแน่
แต่สเวนกลับหัวเราะ
อ้อ... ที่แท้ให้ไอ้หยาดนั่นกับจาเน็กสินะ ฮะๆ ทำให้ GIFT ทรงพลังขึ้นบวกกับกลายเป็นไอ้บ้าที่กระดิกหางให้แกดิ๊กๆ ...ไม่ล่ะคาร์ล ขอผ่าน
ห-หัวหน้า...
แล้วจะบอกอะไรให้รู้ไว้อีกอย่าง... แกดีกับข้าเพราะคิดว่าข้าเหมือนแก แต่ความจริงแล้วเราไม่มีอะไรเหมือนกันสักนิด ไม่มีเลย โดยเฉพาะไอ้ความวิปลาสบ้าเลือดของแก ที่ชอบให้คนอื่นมองด้วยสายตาที่หวาดกลัว โกรธแค้น แต่ทำอะไรไม่ได้ ...อย่าพยายามหาพวกเลย...ไอ้ฟั่นเฟือน
ทหารแอซการ์ดต่างฟังคำด่าของคนเป็นหัวหน้าด้วยเหงื่อท่วมหน้า ...ด่าไม่เกรงใจเลยอ่ะ... ตายแหง... แบบนี้ตายแน่ๆ แง้~!!... นายปากต่อปากคิดในใจ ส่วนคาร์ลเพียงแต่ฟังคำด่าด้วยใบหน้านิ่งเฉย ในขณะที่พวกนักรบกบฏที่ได้ยินคำพูดของสเวนเริ่มส่งเสียงหัวเราะคิกคัก
ท่านนี่มัน... ...น่าผิดหวัง คาร์ลกล่าวพลางตีหน้าสลด แต่ดวงตาฉายแววโกรธกรุ่น ไม่ใช่เพราะคำพูดดูถูก แต่เพราะแววตาหยิ่งยะโสของเสนาบดีผมแดงจนถึงวินาทีสุดท้าย ท่าน...คงอยากเล่นเกมลงทัณฑ์เต็มแก่แล้วสินะ
รอจนจะหลับอยู่แล้ว สเวนตอบด้วยน้ำเสียงขบขัน
คาร์ลแสยะยิ้ม แล้วจึงกระชากผมของชายผมแดงเพื่อแยกเขาออกมาจากบรรดาลูกน้อง จะว่าไปแล้วก็น่ายินดีที่ท่านลอร์ดจะได้เล่นเกมที่ข้าตั้งใจออกแบบให้เหมาะกับท่านโดยเฉพาะ... เขาโยนร่างที่ไร้เรี่ยวแรงลงบนพื้น ชื่อเกมก็คือ... หวนรำลึกความหลังกองพันสี่... จากนั้นคนหน้าบากก็กราดมองไปทางทหารแอซการ์ดทั้งสามที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ เกมนี้จุดประสงค์ก็คือทดสอบความจงรักภักดีของผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีต่อท่านลอร์ด โดยให้ท่านออกคำสั่งกับสามคนนั่นตามที่กำหนด หากสามคนนั้นทำไม่ได้ ก็จะโดนฆ่าทิ้งทีละคน ...อย่างช้าๆ... แต่ถ้าทำได้ทุกข้อ พวกมันจะได้เป็นอิสระ
สเวนหลับตาพลางคิด คำพูดของคาร์ลยังคงใส่ความหวังลมๆแล้งๆไว้ด้วยตลอด ...อิสระ...? ...โกหกทั้งเพ... แต่เรื่องที่เขาเกลียดเกี่ยวกับเกมนี้ยังไม่จบแค่นั้น
...คำสั่งแรก... สั่งให้ลูกน้องของท่านหยิบขวานที่พื้นนั่นขึ้นมา คาร์ลกล่าวเสียงเย็น
ค-แค่นั้น? หนุ่มแว่นถามด้วยความสงสัย แต่สเวนก็ทำตาม... บอกให้นายปากต่อปากยกขวานนั้นขึ้นมา
...คำสั่งที่สอง... สั่งให้ลูกน้องของท่านใช้ขวานนั่นตัดมือท่านออก ...ทีละข้าง
บ้าน่า! คนเป็นลูกน้องแหกปากร้องด้วยความตกใจ แม้กระทั่งพวกกบฏที่เป็นคนดูยังส่ายหน้าด้วยรู้สึกว่าเป็นเกมที่สุดขั้วเกินไป ในขณะที่ผู้นำชรายังนั่งเท้าคางดูด้วยความพึงใจ
เข้าใจแล้ว...
อย่า!! ลอร์ดสเวน!!
ข้าสั่งให้พวกเจ้า... ตัดมือข้าออก ทีละข้าง
ไอ้คาร์ล! แกมันไม่ใช่มนุษย์! เหล่าลูกน้องไม่ขยับ คาร์ลเหลือบมองเสนาบดีหนุ่มเป็นเชิงไม่พอใจ สเวนจึงพยายามอีกครั้ง
พวกเจ้า... เขาลุกขึ้น พยุงตัวเดินเข้าหาลูกน้องทั้งสามก่อนจะล้มลงอีกจนพวกทหารต้องทิ้งขวานเพื่อมาพยุง
หัวหน้า! อย่าฝืนอีกเลย
ข้าไม่เป็นไร... สเวนบอก หยิบขวานขึ้นมา... ทำอย่างที่คาร์ลต้องการเถอะ...
ไม่! ให้พวกเราตายเสียยังจะดีกว่า!!
พวกเขามองผ่านเส้นผมสีแดงที่ตกลงปรกหน้าปรกตาของคนเป็นเจ้าของ ดวงตาสีแดงที่เคยแข็งกระด้างกลับทอดมองพวกเขาอย่างอ่อนโยน
ไม่ต้องห่วง... พวกเจ้าฟังเรื่องของคาร์ลก็รู้แล้วนี่นะ...ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าโดนแบบนี้ สเวนวางมือทั้งสองข้างที่เปรอะคราบเลือดลงบนพื้นทราย ตรงหน้าพวกเขา แต่ต่างกันที่... ข้าจะสูญเสียมันไปอย่างมีความหมาย... เพื่อรักษาชีวิตของสิ่งที่ข้าควรจะปกป้องได้...
หัวหน้า... ......
ไหนๆที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยฟังคำสั่งของข้ากันอยู่แล้ว ดังนั้น...ทำตามที่ข้าสั่งสักครั้งก็แล้วกัน... ราวกับริมฝีปากขาวซีดจะขยับยิ้มชั่วครู่ก่อนจะกลับเป็นเคร่งขรึมตามเดิม ศีรษะก้มลงสู่พื้น ไม่รู้ว่าเพราะเหนื่อยจนไม่มีแรงตั้งคอหรือเพราะไม่อยากให้ใครเห็นใบหน้าเวลาเจ็บปวดของตัวเอง รอบด้านเงียบสงัด ไม่มีแม้กระทั่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์น่ารำคาญดังมาจากเหล่าคนดู คนเหล่านี้เริ่มที่จะเคารพเสนาบดีฝ่ายศัตรูคนนี้เสียแล้ว น่าเสียดายที่คงต้องปล่อยให้ถูกฆ่าอย่างเจ็บปวดแสนสาหัสในฐานะสิ่งบันเทิงของชายหน้าบาก
ทหารแอซการ์ดทั้งสามลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลงมือท่ามกลางน้ำตาที่เริ่มหลั่งไหล ทั้งสามต้องช่วยกันออกแรงยกขวานด้ามเดียวพลางเล็งไปเหนือข้อมือของคนเป็นหัวหน้า พวกเขาอยากแกล้งทำพลาดด้วยซ้ำ แต่ถ้าทำแบบนั้นใครคนใดคนหนึ่งก็คงจะถูกสังหาร และคนที่เหลือก็จะต้องกระทำการโหดร้ายนี้ต่ออยู่ดี ให้มันจบๆไป... เร็วที่สุด เจ็บปวดน้อยที่สุด คงจะเป็นทางเดียว...
หัวหน้าสเวน...บ้าที่สุด... ขอโทษนะครับ...
...ทำซะ...
ครับ.....ฮึก...! ... ......ย้ากกกกกกกส์!!!
.......
...เปรี๊ยะ...!!
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
5
(11/12/49)
ทำลายเสถียรภาพธรณีพินาศ
..ปะทุ!!
เส้นแสงสีฟ้ากระจายออกจากนิ้วของเสนาบดีหนุ่มที่วางอยู่บนพื้นทรายก่อให้เกิดปฏิกริยาลูกโซ่แผ่ขยายไปรอบด้าน สเวนเงยหน้าขึ้น...กระชากตัวพลทหารสามคนที่ยืนเงื้อขวานค้างอยู่ให้หมอบลง คาร์ลมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตื่นตระหนกแต่ทุกอย่างสายไปเสียแล้ว
...โกหกน่า!! เจ้านั่นมันใช้กิฟท์สร้างระเบิดกับพื้น?!?!...
แต่ไม่ทันคิดจบเส้นกระแสพลังที่ขดตัวราวกับอสรพิษลวดหนามก็เต้นระเริงออกมาจากรอยปริแตกของแผ่นดินทั่วทุกสารทิศ พุ่งกระจายผ่านเท้าของกลุ่มกบฏไปไกลยิ่งกว่าด้านหลังสุดของแถว ก่อนที่เส้นแสงสีฟ้าจะขยายขนาด...กลืนกินทุกสิ่งจนขาวโพลนเพียงเสี้ยววินาที เสียงกัมปนาทดังกึกก้อง ดังยิ่งกว่าเสียงหวีดของใบมีดลมแทรกผ่านอากาศนับสิบเท่า ก่อนที่เปลวเพลิงสีฟ้าแสบตาจะลุกท่วมอาณาบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของกองกำลังแอซการ์ดจนหมดทุกอณู แล้วค่อยๆหดเล็กลงสู่สูญกลาง.... ซึ่งมีร่างของคนสี่คนกระจุกกันอยู่
สเวนใช้ความสามารถโดยเว้นให้บริเวณที่ตัวเองอยู่ไม่เกิดการระเบิด และใช้ร่างตัวเองกันเปลวเพลิงสีฟ้าที่ลุกลามเข้ามาไม่ให้เผาบรรดาลูกน้องไปด้วย... เขาใช้มือตบหลังเสื้อที่ติดเปลวสีฟ้าอย่างรำคาญ... ไฟที่เกิดจากความสามารถของตัวเอง ย่อมไม่ระคายผิวของคนสร้างเป็นธรรมดา
และแล้วเมื่อเพลิงสีฟ้าค่อยๆจางลง ทหารแอซการ์ดทั้งสามนายก็ค่อยๆเบิกตาขึ้น เพื่อพบว่าตัวเองยังมีชีวิต...
...และเมื่อมองไปรอบๆ ก็ได้ยลความพินาศของฝ่ายตรงข้าม นักรบกบฏที่เคยล้อมกรอบพวกเขาอยู่อย่างแน่นขนัด หายเรียบราวกับฝันร้าย จะมีเพียงเศษซากความฝันเหลืออยู่บ้างก็คือชิ้นส่วนดำๆไหม้เกรียมที่มีเพลิงสีฟ้าสดลุกท่วมอยู่เป็นหย่อมๆบนพื้นที่กลายเป็นหลุมขนาดยักษ์ พวกเขาต่างหันไปมองผู้บังคับบัญชาด้วยคำถามเต็มปาก แต่ดูเหมือนสเวนจะพบบางสิ่งที่ไม่ได้มอดไหม้ไปกับการระเบิดเมื่อครู่ด้วย
...คาร์ล รัมสเดน...
ยังอยู่จริงๆด้วยแฮะ... ความสามารถ เกราะสมบูรณ์แบบ นี่เล่นยากชะมัด สเวนกล่าวอย่างเซ็งๆพลางเสยผมที่ชุ่มด้วยเหงื่อจากการใช้พลัง GIFT เกินขนาด ส่วนชายหน้าบากเพียงแต่ถอดเสื้อคลุมสีขาวที่ไหม้ไม่เหลือชิ้นดีออกพร้อมฉีกยิ้มอันบิดเบี้ยว
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ท่านราชา
บุรุษผมทองนั่งนิ่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานชั่วครู่ ก่อนจะซบหน้าลงบนมือทั้งสองที่ประสานกันไว้
โอย... อยากจะบ้าตาย... เขาถอนหายใจพลางปรือตาสีฟ้ามองเอกสารที่กองอยู่ล้นโต๊ะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
แต่อีกฝ่ายท่าทางจะใจดีอยู่เหมือนกันนะพะย่ะค่ะ... อุตส่าห์พาท่านซาลาฟที่บาดเจ็บสาหัสไปทิ้งไว้ให้พวกทหารพบ ทั้งๆที่ฆ่าทิ้งเสียก็ได้... ลอร์ดเวนเซลกล่าวพลางนึกถึงสภาพดูไม่จืดของรองหัวหน้าหน่วยไล่ล่า ...กระดูกคอหัก... ทำให้ต้องพักงานยาวไปอีกหลายสัปดาห์
ฝีมือไม่ได้ความแบบนั้นอีกฝ่ายคงสมเพชละมั้ง? นัยน์ตาสีฟ้าหลุบต่ำก่อนจะเหลือบมองตาสีชาหลังกรอบแว่นของเวนเซลด้วยความร้อนรน ...ส่งคนที่เก่งที่สุดของเราไปจัดการเลย ลอร์ดเวนเซล ยังไงก็ปล่อยให้อาลูวีนตกอยู่ในเงื้อมมือของฝ่ายศาสนจักรไม่ได้... พูดจบเขาก็เอาหน้าซบมือเหมือนเดิม
ชายชุดเขียวขยับกรอบแว่นราวกับจะมองนายเหนือหัวให้ชัดขึ้น แต่แล้วก็ตัดสินใจตอบ ไม่มีพะย่ะค่ะ... ซาลาฟแห่งกงจักรอสุนีเป็นคนที่ฝีมือดีที่สุดของเราแล้วในเวลานี้
กษัตริย์หนุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างเคร่งเครียด เป็นไปได้ยังไง?! ...แล้วรองแม่ทัพดัสตินล่ะ?! ผู้คุมกฎด้วย... สามขุนพล หัวหน้าหน่วยไล่ล่า...
รองแม่ทัพดัสตินติดคดีท่านโซเฟียอยู่ยังไม่กลับมา... ผู้คุมกฎ... ความเห็นส่วนตัวข้าว่าอันตรายต่อนักทำนายหลวงยิ่งกว่าฝ่ายตรงข้ามเสียอีก ส่วนสามขุนพลยังไม่รู้เรื่องที่อาลูวีนกับเทียร่าคือคนเดียวกัน หัวหน้าหน่วยไล่ล่าไปประกอบภารกิจ...
ตามดัสตินกลับมา! กษัตริย์ผมทองสั่งเสียงขาด เวนเซลก้มหน้ารับคำบัญชาก่อนจะก้าวออกจากห้อง ทิ้งคนที่กำลังกลุ้มอกกลุ้มใจไว้ท่ามกลางกองเอกสารเพียงลำพัง กษัตริย์หนุ่มนอนจมลงไปในเก้าอี้อย่างหมดแรงพลางรำพึงรำพัน
...อาลูวีนของข้า... ป่านนี้โดนไอ้นักบวชชั่วนั่นทำอะไรไปแล้วบ้างก็ไม่รู้...
...ปัดโธ่เอ้ย... แล้วงานพวกช่วยตัวประกันนี่... อย่างดัสตินก็ไว้ใจไม่ค่อยได้ซะด้วย แถมไม่ค่อยฉลาดอีกต่างหาก...
...เฮ่อ... หมด... หมดกัน... แผนอันชาญฉลาดของเรา...
...แต่เพื่ออาลูวีน... มันก็ช่วยไม่ได้นี่นะ...
ชายผมทองหยิบแผ่นโลหะผืนผ้าสีดำสนิทออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะคว้าปากกาที่นอนอยู่บนพื้นซึ่งดาษด้วยเอกสารขึ้นมา
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
สเวนลุกขึ้นยืน
...คลื่นไส้...
เขารู้สึกถึงของเหลวรสชาติเฝื่อนคาวที่สำรอกออกมาจากในคอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาใช้ GIFT ของตัวเองจนเกินขีดจำกัด และก็รู้ดีว่าผลอะไรจะตามมา นั่นก็คือจะสูญเสียความสามารถของ GIFT ไปชั่วคราวจนกว่าร่างกายจะกลับมาเป็นปกติ หากฝืนใช้ระบบภายในร่างกายก็จะปั่นป่วนจนถึงแก่ชีวิต
...แน่นอนว่าเขาไม่คิดที่จะตายอยู่แล้ว...
แก...ตบตาข้ามาตลอด... ชายผมเทาจ้องคนที่น่าจะบาดเจ็บจนไม่มีแรงยืน ยกขวานด้ามมหึมาที่ตกอยู่ข้างกายลูกน้องขึ้นมาอย่างไม่ยากลำบาก สเวน เอกลาส... คนอย่างแกมัน...
บอกแล้วว่าข้าไม่เหมือนแก... ไม่โง่เหมือนแก... สเวนยิ้มกวนประสาทก่อนจะโยนขวานลงตรงเท้าของคาร์ล มือของข้าก็ดีขึ้นมากแล้ว...ขอบคุณที่เป็นห่วง แกคงลืมไปสินะว่าตำแหน่งยิ่งสูงก็ยิ่งเข้าใกล้หมอดีๆ... ถึงจะไม่ดีเท่าเก่าสักทีแล้วรำคาญอยู่บ้างก็เถอะ
ระเบิดเมื่อกี้...หัวหน้าทำได้ยังไงครับ?! ทหารแว่นถามอย่างกระตือรือร้น ระหว่างที่อีกคนเหลือบมองไปทางตอดำๆที่เคยเป็นเก้าอี้ที่ผู้นำฝ่ายกบฏนั่งอยู่ สเวนเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะตอบสั้นๆ GIFT ของข้าก็คือเปลี่ยนของแข็งให้เป็นระเบิดนี่? และพื้นดินก็เป็นของแข็งเสียด้วย...
อ่ะ... ส-สุดยอด!
แล้วทำไมพึ่งใช้เอาป่านนี้ละท่าน?! นายปากต่อปากซึ่งหน้าเสียไปแล้วถามขึ้นมา จนโดนลุงที่อาวุโสกว่าตบกะโหลก แต่สเวนก็หันไปทางเขาพลางยิ้ม รอจังหวะอยู่ไงล่ะ... ข้าไม่สามารถขยายอานุภาพของ GIFT ให้ทำลายเป็นวงกว้างขนาดนี้ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง ก็เลยต้องรอให้พวกกบฏและผู้นำของมันโผล่ออกมาจากรูเสียก่อน... ไม่นึกว่าจะออกมาจริงๆ แถมยังล้อมพวกเราไว้ทุกด้าน กระจุกอยู่ในรัศมีทำลายล้างของกิฟท์พอดิบพอดี จากนั้นข้าก็ใช้เวลาในช่วงที่ดวลกับคู่มือ 10 คน เพื่อกะขนาดของทัพกบฏจะได้สร้างระเบิดให้กินพื้นที่คลอบคลุม และหาวิธีไปอยู่ใกล้ๆพวกเจ้าสามคนไม่งั้นพวกเจ้าจะพลอยโดนระเบิดไปด้วย... แบบนั้นคงแย่ รอยยิ้มน้อยๆที่ประทับอยู่บนหน้าอันคมคายของหัวหน้าในตอนนี้ นายปากต่อปากสาบานได้ว่าเป็นคนละแบบกับยิ้มเรียกน้ำตาตอนที่ออกคำสั่งให้ตัดมือเมื่อนาทีก่อน
จบหรือยังท่านลอร์ด...? คาร์ลกล่าว น้ำเสียงขาดเป็นห้วงๆ จบแล้วใช่ไหม? ...แผนการณ์หลอกลวงของท่าน?
จะว่าไงดีล่ะ? เกมลงทัณฑ์ของแกช่วยได้มากเลยคาร์ล ไม่อย่างนั้นจนบัดนี้ข้าก็ยังนึกไม่ออกว่าจะไปอยู่ใกล้ๆสามคนนั้นได้ยังไงหลังจากแกล้งลื่นล้มตอนสู้กับแกแล้ว...
หึ... ไม่เลว...ท่านลอร์ด... หมาลอบกัดแห่งแอซการ์ด... คาร์ลยกมือขึ้นลูบหน้าของตัวเองก่อนจะคว้าขวานที่พื้นซึ่งสเวนโยนกลับมาให้ขึ้นมา งั้นขอดูสิว่า--ท่านเตรียมรับมือข้าไว้ยังไง!!! ชายผมเทาโถมเข้าจู่โจมด้วยความเร็วอันน่าพรั่นพรึง แต่สเวนก็ถอยหลบทันที เจ้าสามคน! หนีไปซะ!
ลอร์ดสเวน! แต่คาร์ลมันโดนระเบิดไปขนาดนั้นยังไม่เป็นไร แล้วท่านจะทำยังไง?!
...จริงๆแล้วยังไม่ได้คิด... สเวนนึก แต่ก็ตะโกนตอบลูกน้องไป ข้ามีวิธีของข้า! ตอนนี้เป็นโอกาสเดียวที่พวกเจ้าจะหนี... ถ้ากลุ่มกบฏไม่ได้มีกองกำลังอยู่แค่นี้ ทันทีที่พวกนั้นได้ยินเสียงระเบิดจะต้องมาที่นี่แน่! รีบไปที่หมู่บ้านเชิงเขาของเดล ที่นั่น...แจ้งข่าวกองกำลังที่ประจำการอยู่!
แต่ว่า--!
ไม่มีแต่! ทำตามคำสั่งของข้าอย่างว่าง่ายสักครั้งก็ดีนะ! สเวนขอร้อง เส้นผมสีแดงถูกหั่นกระจายไปอีกหย่อมจากขวานที่แล่นผ่านหน้า คาร์ลโจมตีไม่มียั้ง แต่เนื่องจากขอบเขตการต่อสู้ไม่ถูกจำกัดสเวนจึงวิ่งทิ้งระยะอย่างไม่อาย
ไอ้...! แกบอกให้ลูกน้องหนี ทำไมแกหนีเองด้วยวะ!! คาร์ลตะโกนอย่างมีน้ำโห แต่สเวนก็ยังคงวิ่งต่อ จนเมื่อมาถึงขอบของหลุมที่เกิดจากการระเบิดเมื่อครู่สเวนจึงหยุดหอบ คาร์ลซึ่งวิ่งตามย่างสามขุมเข้าหาด้วยใบหน้าแดงก่ำ ไอ้หมาลวงโลก!!
สเวนมองผ่านหลังชายผมเทาไป สู่บริเวณที่ทหารแอซการ์ดคนอื่นเคยอยู่ ...มองไม่เห็นแล้ว... ในที่สุดพวกนั้นก็ฟังคำสั่งของเขาสักที
ข้าจะเล่าส่วนของนิทานที่แกเข้าใจผิดให้ฟัง ...ไม่สนใจเหรอคาร์ล? ชายหนุ่มถามหน้าตาย แต่แววตาอีกฝ่ายที่เปี่ยมด้วยรังสีอำมหิตก็ไม่สั่นคลอน ...ข้าปล่อยให้แกอยู่มานานเกินพอแล้ว... สมแล้วที่ท่านผู้นั้นสั่งให้ข้าปลิดชีพแกอย่างทรมาน... คนอย่างแกไม่สมควรจะได้รับความเห็นใจเลยสักนิด อยู่ไปก็รกโลกใบนี้เปล่าๆ... คาร์ลเหวี่ยงขวานเข้ากลางลำตัวของอีกฝ่าย ซึ่งเสนาบดีผมแดงก็หักหลบ
ไม่ได้กินหรอกคาร์ล ข้าเป็นถึงอดีตผู้ท้าชิงตำแหน่งแม่ทัพเชียวนะ ฝีมือแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้--
...ตู๊ด ตู๊ด...
เสียงปริศนาดังขึ้นพร้อมๆกับการลื่นล้มหงายหลังไปบนพื้นของสเวน คนที่แผลเก่าโดนกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำหน้าเซ็งสุดขีดก่อนจะล้วงเข้าไปใต้เสื้อคลุมอันขาดวิ่น
แกทำอะไร?! คาร์ลตะคอกถามด้วยน้ำโห แต่สเวนก็รีบยกมือขึ้นปราม
ข-ขอเวลานอก!
เวลานอก?!
แต่สเวนไม่สนปฏิกิริยาของชายหน้าบากด้วยซ้ำ เขาหยิบนาฬิกาเรือนทองที่คล้องอยู่รอบคอตลอดออกมา
...และเปิดฝามันออก เพื่อพบกับหน้าปัดที่มีเข็มชี้เวลา
และกระจก... ที่สะท้อนข้อความขนาดจิ๋วสีดำสนิท
ฝ่ายตรงข้ามลักพาตัวหญิงงามคนสำคัญไป
พยายามจัดสรรกำลังคนเท่าที่เหลือไปช่วยแต่ไร้ประโยชน์ จงชะลอภารกิจไว้ก่อนและกลับมาที่เมืองหลวงด่วน
ด้วยความเคารพ
เรียอาฮา เจ เลอราเม