2007/Jun/23

ตอนนี้ของดอัพใหม่ที่นี่จนกว่าจะรีไรต์เสร็จค่ะ

อ่านตอนล่าสุดได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/nocturne/story/view.php?id=14093

ชมภาพประกอบเรื่อง Yulen ได้ที่นี่

ชม Fan Artเรื่อง Yulen ได้ที่นี่ >///<

ชมภาพแฟนอาร์ตที่เราวาดให้เรื่องอื่นได้ที่นี่ http://my.dek-d.com/nocturne/gallery/?gid=8856436

2007/Jan/13

บทที่ 18

เรื่องของกษัตริย์กับที่ปรึกษา

[Chapter 18 : The King and his Counsel]

1

(17/12/49)

...ฝ่ายตรงข้ามลักพาหญิงงามคนสำคัญไป...

อาลูวีนถูกลักพาตัวไป!!! ได้ยังไง?!?!

-เจ้ากษัตริย์เฮงซวย--!! ไหนว่าจะจัดเวรยามชั้นดีที่สุดดูแลเธอระหว่างที่ข้าไม่อยู่ไง?! สเวนตะคอกใส่ชื่อ เรียอาฮา เจ เลอราเม ซึ่งก็หาได้รับรู้อะไรไม่ ข้อความสีดำบนกระจกของนาฬิกาค่อยๆเลือนหาย มันเป็นอุปกรณ์สื่อสารทางเดียว...เพื่อให้แน่ใจว่าคนรับจะไม่สามารถท้วงติงคำสั่งได้ คาร์ลมองคนที่เคยเยือกเย็นมาตลอดปิดฝานาฬิกาประหลาดด้วยมือที่สั่นริก ใบหน้าแดงก่ำ บริเวณขมับเริ่มขึ้นเส้นด้วยความเดือดดาล

...นะ...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!...

แต่เมื่อคาร์ลทำท่าว่าจะเข้าไปถาม กลับโดนชายผมแดงถาม มองอะไร?... มองหน้าหาเรื่องเรอะ?! คนที่ไม่เข้าใจสถานการณ์จึงยกขวานขึ้นชี้หน้าเสนาบดีประสาทกลับด้วยความเหลืออด พอกันทีกับเรื่องตลกของแก! สเวน! ข้าจะส่งแกไปนรกเดี๋ยวนี้แหละ!

ส่งข้าไปนรก? ไม่ง่ายแบบนั้นหรอกมั้ง? สเวนกล่าวพลางลุกขึ้นปัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามกางเกงสีน้ำตาลเข้มอย่างไม่สะทกสะท้าน ที่สำคัญ... นรกมันไม่กว้างพอสำหรับเราสองคนหรอก... ความสงบในดวงตาที่เคยคมกริบถูกกลบด้วยเปลวเพลิงที่แดงฉาน

...จู่ๆมันเอาความมั่นใจมาจากไหน?!... คาร์ลมองคนตรงหน้าอย่างข้องใจ คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวแต่ด้วย GIFT ของเขา ไม่มีทางเลยที่ชายผู้นี้จะสามารถทำอันตรายได้แม้แต่ปลายเล็บ

แต่สเวนก็เก็บนาฬิกาที่เป็นเครื่องมือสื่อสารกลับที่พลางยิ้มเย็น น่าเสียดาย...คาร์ล แต่ตอนนี้ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องไปจัดการเป็นการส่วนตัว ไม่งั้นละครคงไม่ลงเอยแบบนี้หรอก

ละคร...?!

แผนของข้ารวน...ตั้งแต่ต้นยันจบ เป็นเรื่องที่แย่มากจริงๆ 

...ต้องขอบคุณไอ้กษัตริย์บ้านั่น และถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับอาลูวีน... เขาคงไม่รู้ว่าจะทำยังไง...

สเวนยื่นมือขวาออกไปด้านข้าง ในขณะที่อีกมือกุมสายโซ่ทองคำของนาฬิกา

เอาล่ะคาร์ล... มาฟังนิทานของข้าบ้างดีกว่า...

ชายหน้าบากไม่อยากฟัง สัญชาตญาณของเขากำลังบอกว่าสิ่งที่สเวนกำลังทำอยู่...ไม่ดีเลย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...

มีอาณาจักรแห่งหนึ่ง...ตกอยู่ในภาวะสงคราม

แต่คนเล่าก็ยังคงเล่าต่อไป... ราวกับจะล้อเลียนเรื่องของคาร์ลเมื่อก่อนหน้าในขณะที่ถอยหลบคมขวานที่พุ่งตัดหน้า และก่อนที่คาร์ลจะได้ซ้ำอีกครั้ง วัตถุสีดำบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นมาบริเวณแขนของสเวน จนคาร์ลต้องเป็นฝ่ายถอยเสียเอง

...สัมผัสพลัง GIFT รุนแรงได้!! แต่นั่นไม่มีทางใช่ GIFT ที่สร้างระเบิดของมัน! เป็นไปได้ยังไงกัน?!...

ผู้ครองนครตัดสินใจส่งขุนพลที่เก่งกาจไปรับมือ... แต่ผลที่ออกมาคือพ่ายแพ้ไม่เป็นท่า จนผู้ครองนครหนักใจ เขาจึงขอความคิดเห็นจากอำมาตย์ของเขา...

ดวงตาสีแดงปรือลง มือขวาค่อยๆกำลงจับวัตถุบางอย่างที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าซึ่งส่งแสงเลื่อมพรายล้อมรอบแขนของเขาเอาไว้ ทำเอาชายหน้าบากมองด้วยสีหน้าปั้นยาก

แก... แกมี GIFT 2 GIFT... เป็นไปไม่ได้... มนุษย์ทุกคนจะเกิดมาพร้อม GIFT เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น...

...ก็คงงั้นแหละ... ข้าจะไปรู้ดีกว่าคนของศาสนจักรที่บัญญัติคำสอนพวกนั้นขึ้นมาเองได้ยังไง? สเวนตอบอย่างกวนประสาท คาร์ลชะงักกับคำว่า ศาสนจักร แต่ก็ระงับคำตอบโต้เอาไว้

...มัน... รู้ว่าเขาเป็นคนของศาสนจักร...

...เขาพลาดไปถนัด... ปล่อยให้ข้อมูลเกี่ยวกับฝ่ายตัวเองหลุดออกไปมากมาย...

...ถ้า ท่านผู้นั้น รู้ว่าปฏิบัติการอาศัยพวกกบฏบังหน้าเพื่อทำลายฝ่ายอาณาจักรกำลังย้อนเข้าตัวแบบนี้ล่ะก็...

...จะต้องฆ่าเขาแน่...

...ต้องกำจัดมัน... เป็นวิธีเดียวเท่านั้น...

...อำมาตย์คนนั้นขันอาสาไปเป็นไส้ศึกในอาณาจักรของฝ่ายตรงข้าม เพื่อหยั่งฝีมือและเปิดโปงจุดอ่อนของศัตรู... แต่เพราะว่าเป็นอำมาตย์ ไม่มีทางที่อาณาจักรของฝ่ายตรงข้ามจะยอมรับเป็นแน่ อำมาตย์จึงขอร้องให้เจ้านครลงโทษเขา โบยตีอย่างหนัก และเนรเทศออกไป...

สเวนย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 1 สัปดาห์ก่อน...

...ที่ห้องสี่เหลี่ยมสีขาวอีกฟากหนึ่งของทางเดิน ห่างจากห้องทำงานของกษัตริย์ไปไม่ไกลนัก เสนาบดีหนุ่มยืนพิงโต๊ะประจำตำแหน่งพลางพินิจดูดาบในมืออย่างละเอียด ความเสียหายที่เกิดกับอาวุธคู่ใจหนักกว่าที่คิด

...ไอ้ยักษ์บ้าพลังนั่น... ไม่นึกว่าจะลงไม้ลงมือรุนแรงถึงขั้นทำให้ดาบที่เป็น อาร์ทิแฟค หมดสภาพได้... 

แต่คิดไปก็เสียเวลาเปล่า เขามองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งมีม่านผืนบางที่พลิ้วตามแรงลมเฉื่อยของยามสาย ...จะมัวเสียเวลาอีกไม่ได้แล้ว... จะต้องรีบเอาคลาโอมไปซ่อมโดยเร็วก่อนจะถึงคราวจำเป็นที่ต้องใช้

เสนาบดีหนุ่มเก็บดาบเข้าฝัก คนๆเดียวที่สามารถพึ่งพาได้ในเวลาแบบนี้คือ มาดามเอสชีน หญิงผู้มีพรสวรรค์ในการเข้าใจกฏเกณฑ์ของวัตถุเหนือธรรมชาติอย่าง อาร์ทิแฟค แต่เพราะมีเธอคนเดียวเท่านั้น... วันๆผู้คนจากทั่วทุกสารทิศจะต่อแถวยาวเหยียดเพื่อกราบเท้าอ้อนวอนให้เธอสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือตรวจสอบอาร์ทิแฟคให้ เขาไม่รู้ว่าโอกาสที่จะได้พบเธอมีมากแค่ไหน ต่อให้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวแต่นิสัยตรงไปตรงมาอย่างนั้นคงไม่ยอมให้เขาลัดคิวเป็นแน่

สเวนรีบรุดออกจากห้องทำงาน ตรงไปตามทางเดินที่มุ่งออกจากพระราชวังชั้นใน จนเมื่อก้าวออกมาภายนอกก็เห็นเด็กผู้ชายสองสามคนสวมเครื่องแบบโปร่งสบายของสำนักป้องกันตัวด้วยมือเปล่าพีเอสเอฟ ชายหนุ่มจึงมองตามไปชั่วครู่

...แล้วใจก็คิดถึงคนที่กำลังจะสอบวันนี้...

แต่เขาก็รีบพับเก็บความคิดนั้นไปโดยเร็ว ...ไม่ว่ายังไงก็ไม่สามารถไปดูอาลูวีนสอบวิชาป้องกันตัวได้... นอกวินกล์อฟหรือเขตพระราชฐานชั้นในซึ่งมีการลงอาคมป้องกันแน่นหนาจัดเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการสอดแนมด้วยGIFTที่ไม่อาจคาดเดาได้ทั้งหมด การแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเขาซึ่งเป็นเสนาบดีระดับสูงมีความเกี่ยวข้องกับเด็กผู้หญิงธรรมดาที่ไม่โดดเด่นคนหนึ่งเป็นเรื่องที่สะดุดตาอย่างมาก จะยอมให้สิ่งที่อาลูวีนอดทนมาตลอด คือปลอมตัวอยู่แต่ในวังมาหลายปีสูญเปล่าเพราะอยากเจอเป็นสิ่งที่แลกกันไม่ได้เลย...

ลอร์ดสเวน... ลอร์ดสเวน!

คนที่กำลังให้เหตุผลตนเองชะงักฝีเท้าและหันไปทางคนเรียก ขุนนางชั้นผู้น้อยคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามาหา และหลังจากพักหายใจสองสามเฮือก เขาก็ขอให้เสนาบดีหนุ่มไปพบท่านราชา

สเวนเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ...พึ่งจะเจอกันเมื่อเช้าแท้ๆ หรือจะมีเรื่องด่วน?... และเมื่อกลับมาที่ห้องทำงานของท่านราชาอีกครั้ง เขาก็พบลอร์ดเวนเซลกับแม่ทัพคริสทรอฟรออยู่ก่อนแล้วพร้อมเสนาบดีวัยกลางคนอีกหนึ่งผู้มีผิวกายดำคล้ำ เส้นผมหยักศกซึ่งตัดสั้นเป็นสีดำเหลือบเทา

...ลอร์ดฮาคิม นาควี เสนาบดีฝ่ายบริหาร...

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมของฮาคิมเหลือบมองที่ปรึกษาหน้าอ่อนซึ่งพึ่งจะเข้ามาอย่างพินิจพิเคราะห์ สเวนรู้สึกเหมือนเป็นสินค้าที่โดนตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ฮาคิมจะยิ้มน้อยๆและตบบ่าเขา

ลอร์ดสเวน ฝากจัดการที่เหลือด้วยก็แล้วกัน

...? สเวนมองตอบอย่างงงๆ แต่ฮาคิมก็หันไปโค้งลากษัตริย์หนุ่มที่นั่งหมุนปากกาอยู่หลังโต๊ะและเดินออกจากห้องไป

...ลอร์ดเวนเซลกรุณาอธิบายสถานการณ์ให้ลอร์ดสเวนฟังหน่อย กษัตริย์หนุ่มบอกโดยไม่สบตาที่ปรึกษา ท่าทางเครียดผิดหูผิดตาจนสเวนเริ่มสงสัยถึงความหนักหนาของเรื่องที่จะรับฟัง อ้อ! ระหว่างเล่าตรวจสอบให้แน่ใจด้วยว่านอกจากพวกเรา...จะไม่มีใครได้ยินการสนทนาครั้งนี้ กษัตริย์กำชับกับเวนเซล ซึ่งพยักหน้าและหรี่ตาลง

คนอื่นๆมองดูม่านตาสีชาของเสนาบดีชุดเขียวขยายออก ก่อนจะสัมผัสได้ถึงกระแสพลังอ่อนๆไหลเวียนอยู่ในอากาศ

GIFT ของเวนเซล คือ สัมผัสวิญญาณ (Ethereal Sense) ...ในสภาพที่ใช้พลังเต็มที่เช่นนี้ ไม่ว่าใครที่เคลื่อนไหวภายอยู่พระราชวังชั้นในหรือแม้กระทั่งใช้ GIFT ในเขตที่เวนเซลจับตาดูอยู่ เขาจะรับรู้ได้ทั้งหมดในลักษณะที่ไม่อาจบรรยายได้ด้วยภาพและเสียงดั่งการรับรู้ทั่วไปของมนุษย์ และบางครั้งจะทำให้คนที่ประสาทไวรู้สึกเหมือนโดนจ้องทั้งๆที่ไม่มีใคร

...แต่ก็ช่วยให้คนที่ยืนเครียดอยู่ในห้องรู้สึกปลอดภัยจากการสอดแนมได้ไม่มาก เพราะหันไปทีไรก็เห็นช่องประตูเปิดโล่งเพราะบานประตูพังไปแล้วเมื่อเช้า กษัตริย์หนุ่มมองทางเดินมืดที่ทอดยาวออกจากห้องตัวเองอย่างหงุดหงิด จนต้องขอให้คริสทรอฟเลื่อนตัวมาบังไว้ให้มิด

เอาล่ะ... ได้ฤกษ์เริ่มกันสักที เมื่อครู่นี้ท่านฮาคิมนำข่าวที่ไม่สู้ดีนักมาบอก...

เสนาบดีเวนเซลค่อยๆแจกแจงสถานการณ์ที่ไวออกส์ตามลำดับ โดยเฉพาะเรื่องที่กองทัพของอาณาจักรเริ่มพ่ายแพ้กบฏโดยไม่รู้สาเหตุติดกัน จนคริสทรอฟต้องส่งหนึ่งในสี่ยอดขุนพล เซอร์ฮิวเบิร์ด แกลลัป ผู้ใช้ GIFT วรุณพิโรธ ซึ่งเป็นความสามารถในการสร้างฝนกรดทำลายกองทัพศัตรูให้แหลกเหลวในพริบตาไปจัดการ หลังจากเซอร์ฮิวเบิร์ดเดินทางไปถึงชายแดน ก็ส่งรายงานกลับมายังเมืองหลวงทุกสัปดาห์ แจ้งสถานการณ์ว่าทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่แล้วสายของท่านฮาคิมกลับพบข้อมูลที่ทำให้ต้องสรุปว่า รายงานเหล่านั้นเป็นรายงานเท็จ...

เรื่องที่เซอร์ฮิวเบิร์ดจะทรยศและเขียนรายงานเท็จส่งกลับมาให้พวกเราปวดหัว... เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้น้อยมาก แล้วยังเรื่องที่...ทหารคนนั้นเห็นว่าศัตรูกลายเป็นเพื่อนของตัวเองอีก ...มีใครบางคน... ใครที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้นช่วยหนุนพวกกบฏไวออกส์อยู่ กษัตริย์หนุ่มสรุปซึ่งสเวนเองก็เห็นด้วย

โผล่มาจากเงามืดอีกแล้วสินะ... GIFT ที่สามารถควบคุมคนอื่นได้... แถมยังคุมได้คราวละมากๆอีกด้วย... สเวนกล่าวเสียงต่ำอย่างครุ่นคิด

หึ! กิฟท์บ้าบอพรรค์นั้น! ดีไม่ดีก็เป็นแค่เรื่องแหกตา! ท่านราชา...อนุญาตให้ข้านำทัพไปที่ชายแดนเถอะ! ให้ข้าขยี้ไอ้คนที่สั่นคลอนความมั่นคงของอาณาจักรเองดีกว่า! คริสทรอฟตะโกนพลางเอากำปั้นซัดผนังด้วยอารมณ์ที่ขึ้นเกินขีดเพราะต้องเสียทหารดีๆอย่างฮิวเบิร์ดไป

เดี๋ยว! กษัตริย์หนุ่มหยุดหมุนปากกาเล่นทันทีและยกมือขึ้นปรามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ผนังห้องที่บอบช้ำอยู่แล้วจากเหตุประตูพังเมื่อเช้าเริ่มเผยรอยแตกเล็กๆ ...ปริไปถึงหลังคา... แต่คนที่ปล่อยกายไปตามอารมณ์ก็เลิกทุบทันทีเมื่อคำพูดเสียดแก้วหูดังมาจากคู่อริเจ้าเก่า

ท่านราชาคิดถูกแล้ว... ท่านไม่เหมาะกับงานนี้เลยแม้แต่น้อยคริสทรอฟ พวกที่ใช้แต่กำลังไม่ใช้สมอง รังแต่จะเดือดร้อนพวกข้าตามไปเก็บศพทีหลังเปล่าๆ

...สเวน! แก...!

แล้วลองคิดดูให้ดี... ถ้าฝ่ายกบฏสามารถควบคุมคนอื่นได้จริงแล้วควบคุมท่านขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น? ด้วยGIFTของท่าน... อาณาจักรแอซการ์ดคงถึงกาลอวสานซะกระมัง?

คำกล่าวนั้นทำให้คริสทรอฟสงบลง ขุนพลร่างยักษ์มองเสนาบดีผมแดงอย่างประหลาดใจ เพราะคำพูดเมื่อครู่...ถ้าตีความดีๆ ...สเวนกำลังชมว่าเขาเก่งที่สุดในอาณาจักร

ถ้าเช่นนั้นท่านมีความเห็นว่าอย่างไร? ลอร์ดเวนเซลถาม ซึ่งสเวนก็เพียงแต่ตอบสั้นๆ การจะรบ ต้องรู้ว่ารบอยู่กับอะไร

ท่านคิดว่าเราควรส่งคนไปสอดแนมฝ่ายกบฏอย่างนั้นรึ?

...ถ้าทำแบบนั้นได้ก็คงดี สเวนบอก แต่ในทางปฏิบัติแล้วคงเป็นไปได้ยาก... ก่อนอื่น ลองย้อนไปประเด็นเรื่องความสามารถในการควบคุมจิตใจคน... พวกท่านคงยังจำกันได้บ้างว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินข่าวลือประเภทนี้

คนในห้องยกเว้นคริสทรอฟพยักหน้า จากนั้นสเวนก็พูดต่อ ข่าวลือ...สัมพันธ์กับการปรากฏขึ้นของชื่อ เซราฟิม เป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว

เซราฟิม... ทูตสวรรค์เซราฟิมสินะ อืมมม... นับวันจะได้ยินชื่อต้องสาปนี่หนาหูขึ้นเรื่อยๆนะ... เวนเซลกล่าวพลางขยับกรอบแว่น ช่างเป็นคำที่ให้...กลิ่นอายแห่งความตาย...

ข้าเองได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรกโดยบังเอิญ ระหว่างหาข่าวที่อาจเกี่ยวกับคำทำนายของอาลูวีน เรื่องผู้ไม่มี GIFT จะทำให้ผู้ใช้ GIFT สูญสิ้น... ระหว่างที่กำลังสืบหาเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นในอาณาจักรช่วงสองปีมานี่ ก็มีเรื่องหนึ่งที่สะดุดตาเข้า ...มีผู้ใช้ GIFT ที่มีความสามารถสูงส่วนหนึ่ง...ถูกลอบสังหารโดยไม่ทราบสาเหตุในสถานที่ซึ่งตัวเองประกอบกิจวัตรประจำวันทุกวัน...และโดยปราศจากการขัดขืน

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเซราฟิม?

สเวนมองหน้าคนถามซึ่งกำลังนั่งฟังตาแป๋วอยู่หลังโต๊ะทำงาน

ท่านไม่เคยอ่านเอกสารที่ข้าจัดให้เลยหรือไง...? สเวนขมวดคิ้ว ซึ่งคนเป็นนายก็เพียงแต่หัวเราะกลบเกลื่อนพลางยกเท้าออกจากเอกสารที่ตกอยู่ตามพื้น จนคนเป็นที่ปรึกษาได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะอธิบายต่อ

อย่างที่บอก...ทุกเหตุการณ์มีลักษณะคล้ายคลึงกัน... หนึ่ง...ทุกคนตายโดยปราศจากการขัดขืน สอง...จะไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ ...หรือถ้าเห็น...ก็จะกลายเป็นหนึ่งในคนตาย... แต่หนึ่งในคดีเหล่านั้นกลับมีผู้อยู่ในเหตุการณ์รอดชีวิตเสียได้ ...เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ซึ่งบิดาของเธอมี GIFT ในการสร้างโล่คุ้มภัยระดับสูง และถูกสังหารด้วยการปาดคอขณะที่... สเวนสะดุดไปชั่วครู่

อะไรรึ?

...ขณะที่กำลังกระทำการทารุณต่อบุตรสาวของตัวเอง...

เรื่องน่ารังเกียจแบบนั้น... คนพวกนี้ตายไปก็ถือว่าสมควรแล้วไม่ใช่รึ? คริสทรอฟกล่าวเสียงเย็น แต่ประเด็นเรื่องความเสื่อมของจริยธรรมคงจะต้องเก็บไว้ทีหลัง

คนสังหารบิดาของเธอคงจะนึกเห็นใจเธอขึ้นมากระมัง? ...ไม่แน่... ที่ลงมือไปก็อาจจะเพื่อช่วยเด็กน้อยผู้น่าสงสารคนนั้นก็ได้นะ... กษัตริย์หนุ่มตั้งข้อสังเกต

...ความจริงเป็นยังไงไม่มีใครรรู้ แต่เรื่องที่แปลกก็คือ... เด็กคนนั้นจำเหตุการณ์ทุกอย่างได้ แต่จำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้สังหารบิดาของเธอ อาจเป็นเพราะได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตอย่างรุนแรง... ...แต่บางครั้ง...เธอจะเพ้อคำว่า เซราฟิม ออกมา...

เคยได้ยินเหมือนกันว่าคนส่วนมากที่ปล่อยข่าวเรื่องเซราฟิม มักจะพูดเป็นอยู่แค่นั้น... เวนเซลเสริม

เป็นเรื่องที่แปลกทีเดียว ตอนแรกข้าคิดว่า เซราฟิม อาจจะเป็นคำที่แทนสัญลักษณ์อะไรสักอย่างในศาสนาเวริกเก้ แต่สุดท้ายแล้ว...น่าจะหมายถึงตัวคนมากกว่า... และเป็นคนที่มีฝีมือร้ายกาจ ชนิดที่ไม่มีเหยื่อหน้าไหนรอดมาบรรยายรูปพรรณหรือความสามารถได้เลย ...ยกเว้นเป็นคนที่เซราฟิมจงใจไว้ชีวิต ซึ่งก็ปล่อยออกมาแค่ชื่อ... กับข่าวลือต่างๆนานา

อ้าว.. พอๆกับท่านเลยนี่ลอร์ดสเวน? คนเป็นกษัตริย์แซวพลางส่งยิ้มจืดๆให้ที่ปรึกษา หารู้ไม่ว่ากำลังทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิด

แต่ฟังมานาน... ข้าก็ยังไม่เห็นทางออกของปัญหาที่ไวออกส์อยู่ดี แต่เอาเป็นว่า... ท่านคิดว่าคนที่กำลังหนุนหลังพวกกบฏอยู่ตอนนี้ คงเป็นอะไร...ประมาณเซราฟิม ซึ่งนอกจากจะเก่งเหนือมนุษย์แล้ว ยังสามารถสะกดจิตคนอื่นได้สินะ

และไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะเสี่ยงส่งคนๆเดียวไปรับมือ... สเวนสรุปอีกครั้ง

ในเมื่อผลออกมาเป็นแบบนี้ ทุกคนก็พูดไม่ออก ครั้นเมื่อบทสนทนาขาดช่วง ห้องทำงานของกษัตริย์ก็เงียบสนิท มีเพียงบรรยากาศหลอนๆของพระราชวังชั้นในเข้ามาแทนที่ กษัตริย์หนุ่มนั่งเคาะปากกาอยู่กับโต๊ะอย่างกลัดกลุ้ม แต่แล้วความคิดใหม่ก็แวบเข้ามา

จริงสิ... นี่พวกเขากำลังกลัวอะไรกันอยู่?

ขอถามพวกท่านสักคำ... กษัตริย์หนุ่มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ เรียกให้เสนาบดีสองนายกับอีกหนึ่งขุนพลซึ่งจมอยู่ในความคิดเงยหน้าขึ้นและหันมอง

พวกท่านว่า... เซราฟิมหรือใครก็ตามที่อยู่ที่ไวออกส์... น่ากลัวกว่าพวกเราจริงๆหรือ?

ฮะๆ... ...เอ่อ...ท่านราชา! สำหรับข้ามันแน่อยู่แล้ว เสนาบดีเวนเซลกล่าวพลางเกาแก้ม ส่วนคริสทรอฟกับสเวนเพียงแต่ยืนเก๊ก ...ไม่ยอมตอบ...

นั่นไง! ข้ารู้ว่าท่านสองคนพึ่งพาได้! ฝากจัดการเรื่องนี้หน่อยก็แล้วกัน กษัตริย์หนุ่มบอกคนที่น่าจะเก่งกว่าเซราฟิมด้วยหน้าระรื่น สุดยอดแม่ทัพกับกุนซือร่วมมือกัน--

..ไม่!.. คนที่ถูกทาบทามแทบจะตะโกนออกมาพร้อมกัน ก่อนจะหันไปจ้องกันเองอย่างกินเลือดกินเนื้อ

...ง่ะ...

น่า... ไม่งั้นท่านจะให้ข้าทำยังไง? ขืนให้ปล่อยไว้แบบนี้พื้นที่ชายแดนก็กลายเป็นที่ทำกินของพวกกบฏหมดพอดี ช่วยข้าหน่อยเถอะ กษัตริย์หนุ่มโอดครวญ แต่นอกจากเวนเซลที่ยิ้มแห้งๆแล้วสเวนกับคริสทรอฟก็ยังเขม่นกันไม่เลิก

และสักพักสเวนก็หันมาบอก คลาโอม โซลาริสได้รับความเสียหายเมื่อเช้า... ส่งข้าไปเจอกับเซราฟิมก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี...

ท่านไม่ต้องใช้อาร์ทิแฟคนั่นก็เก่งพออยู่แล้วมั้ง..? กษัตริย์หนุ่มกล่าว ซึ่งทุกคนในห้องต่างก็รู้เรื่อง ความสามารถที่สอง ของสเวนเป็นอย่างดี แต่สเวนก็ตัดรอน GIFTนั้น มีไว้เพื่อปกป้องอาลูวีนเท่านั้น...

กษัตริย์หนุ่มส่ายหน้า ไม่คิดบ้างเหรอว่าปกป้องอาณาจักรนี้... ก็เท่ากับปกป้องอาลูวีนไปในตัวด้วย?

ได้ผล... คำพูดนั้นทำให้สเวนนิ่งไป

แต่สุดท้ายเขาก็ยืนกรานคำเดิม

GIFTนั้น... ถ้ายังไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับอาลูวีนโดยตรง... ข้าคงใช้ไม่ได้

งั้นท่านก็ไม่ต้องใช้ไง สติปัญญาระดับท่าน... ต้องพึ่งพาของพรรค์นั้นหรือไง?

เมื่อคำชมทำให้ที่ปรึกษาหัวหมอเริ่มใคร่ครวญ กษัตริย์หนุ่มก็รีบใส่ แค่นั้นยังไม่พอ ถ้าท่านจัดการพวกกบฏที่ไวออกส์ได้สำเร็จ ข้าจะเลื่อนขั้นให้ท่าน! ...และเสนาบดีคนอื่นๆก็จะค้านไม่ได้เพราะท่านได้ทำความดีความชอบที่เปิดเผย...ไม่ใช่เบื้องหลังอย่างทุกที ท่านจะได้ขึ้นเงินเดือน! เอาไปใช้รักษาตัวหรืออะไรก็แล้วแต่ และที่สำคัญ...ถ้าท่านตอบตกลงในสิบนาทีนี้ ข้าจะให้อุปกรณ์พิเศษที่รับรองว่าจะทำให้อาลูวีนปลอดภัยอุ่นใจใกล้มือยิ่งกว่าเดิม... อ้ะ! แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องใช้ GIFT นั่น เพราะคริสทรอฟจะรอเป็นกำลังเสริมอยู่แล้ว... กษัตริย์หนุ่มตบบ่าแม่ทัพร่างยักษ์ ซึ่งยืนทื่อมะลื่ออยู่เนื่องจากตามไม่ทัน

...

ขอร้องล่ะลอร์ดสเวน... ข้าเอง... ไม่มีปัญญาทำอะไร... ต้องปล่อยให้พวกทหารตายไปไม่รู้เท่าไหร่... ข้ารู้ดีว่าข้าเป็นกษัตริย์ที่ไร้น้ำยา... ทุกวันนี้ผู้แทนเออร์ฟานยังแทบจะบริหารประเทศแทนข้าไปทั้งหมด แต่สักวัน...ทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนไป ด้วยความช่วยเหลือของท่าน...

สเวนมองสีหน้าจริงจังของชายผมทองอย่างชั่งใจ

แต่สุดท้ายก็พยักหน้า

...เข้าใจแล้วท่านราชา เรื่องไวออกส์... เดี๋ยวข้าจะจัดการเอง...

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

2

(27/12/49)

กษัตริย์ยิ้มกริ่มให้กับคำตอบของที่ปรึกษา ถ้าอย่างนั้นข้าจะนัดประชุมให้เร็วที่สุดและแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ท่านกับคริสทรอฟจะเดินทางไปปราบกองกำลังของกบฏให้ราบคาบ แต่ทันทีที่ยกประเด็น ความร่วมมือ ระหว่างสเวนกับคริสทรอฟขึ้นมาอีก คนทั้งสองก็เริ่มออกอาการรอบสอง

อย่ากระนั้นเลยท่านราชา...ลอร์ดสเวนรังแต่จะเกะแข้งเกะขาข้ามากกว่า...

นั่นสินะ... แล้วแผนที่ข้าจะใช้ก็ละเอียดอ่อนเกินระดับสติปัญญาของท่านคริสทรอฟเสียด้วย...

แต่ถ้าไม่อาศัยGIFTในการทำลายล้างของท่านคริสทรอฟ ท่านอาจจะต้องจัดการพวกกบฏทั้งกองทัพด้วยตัวเองนะลอร์ดสเวน... นั่นไม่ตึงมือไปหน่อยหรือ? เสนาบดีเวนเซลเตือน ซึ่งสเวนก็พยักหน้า ข้าจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าให้มากที่สุดและมุ่งเป้าไปที่การเข้าถึงคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังฝ่ายกบฏเป็นอันดับแรก ขอแค่กำจัดหัวของมันได้ เดี๋ยวตัวก็ตายตามไปเอง...

ท่านมั่นใจว่าจะเข้าถึงตัวคนบงการ ก่อนที่จะโดนตอกกลับงั้นรึ?

ข้าจะไปในฐานะกองกำลังสอดแนม ...สิ่งเดียวที่ต้องระวังคือGIFTในการควบคุมคนอื่น ...คงต้องหาวิธีพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าฝ่ายกบฏมี GIFT นั้นอยู่จริงหรือเป็นแค่เรื่องแหกตา... ซึ่งถ้าพิสูจน์แล้วจริงก็เหลือแค่กำจัดผู้ใช้GIFTนั้นให้เร็วที่สุด ...ด้วยการจัดฉากที่เอื้ออำนวยแค่ความสามารถในการสร้างระเบิดของข้าก็คงพอ

แล้ว... ถ้าคนที่อยู่เบื้องหลังเกิดเป็นบุคคลอันตรายอย่าง เซราฟิม ขึ้นมาจริงๆ...

ชายหนุ่มใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามฝานาฬิกาพกสีทองที่ดึงออกมาจากใต้เสื้อคลุม ก็ดีเลย อยากเจอเหมือนกัน... ชื่อที่เป็นแค่เงาที่ข้าไล่ไม่ถึงตัวสักที... หึ หึ... อยากรู้นักว่าจะเก่งสมกับความคาดหวังของข้าหรือเปล่า เสนาบดีผมแดงหัวเราะเบาๆในลำคอ

ท่าทางท่านมั่นใจมาก

คนถูกถามส่งนัยน์ตาคมกริบให้เสนาบดีชุดเขียว ถ้าระดับข้าในตอนนี้ยังเอามันไม่อยู่... หนทางสำหรับพวกเราที่ตกเป็นเป้าหมายของมันในกาลข้างหน้า ก็คงไม่ต่างจากของลูกแกะที่นอนรอเชือดสักเท่าไหร่... คำพูดนั้นทำให้ดวงตาสีชาของคนฟังหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความกังวล ...คิดว่าท่านจะมั่นใจว่าจะชนะแน่ๆเสียอีก

มั่นใจหรือไม่ แต่ไม่มีชัยชนะที่ได้มาโดยไม่ต้องเสี่ยงอยู่ในโลกใบนี้หรอกลอร์ดเวนเซล ยิ่งเป็นชัยชนะ...ที่ได้มาจากการฆ่า...ด้วยแล้ว...

กษัตริย์หนุ่มดูที่ปรึกษาพูดเหมือนคนแก่อย่างเหนื่อยอารมณ์ รายนั้นกำลังสร้างบรรยากาศชวนหดหู่ให้ห้องทำงานที่หดหู่อยู่แล้วอย่างได้ผล แอบนึกเตลิดไปไกลว่าถ้าลอร์ดสเวน เวนเซล และคริสทรอฟเป็นขุนนางสาวขาวสวย เขาคงจะมีอารมณ์ร่วมในสถานการณ์มากกว่านี้

...รายละเอียดเกี่ยวกับแผนการทั้งหมดปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง ตอนนี้หน้าที่ของท่านก็คือหาวิธีส่งข้าไปที่ไวออกส์ด้วยวิธีไหนก็ได้ ขอแค่ไม่ดึงดูดความสนใจเป็นพอ ข้าไม่ต้องการให้ใครระแคะระคายความสามารถในการต่อสู้ของข้า

เมื่อสรุปดังนั้น กษัตริย์หนุ่มก็ขอให้สองเสนาบดีกับแม่ทัพเก็บเนื้อหาที่คุยในห้องนี้ไว้กับตัวเองเท่านั้น และถัดจากนี้เป็นงานของสเวนที่จะรอรับคำสั่งเดินทางไปไวออกส์โดยจะไปพร้อมกับทหารหน่วยพิเศษซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้แผนการของที่ปรึกษาเป็นไปอย่างราบรื่น และจะไม่เข้าไปเกะกะยามที่เขาจำเป็นต้องใช้ GIFT ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะทำลายพวกเดียวกันสูง

จริงสิ... ก่อนไป กษัตริย์หนุ่มกวักมือเรียกคริสทรอฟให้เข้ามาใกล้ๆ ขอยืมอาร์ทิแฟคประจำตระกูลท่านหน่อย... สเวนมองผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในอาณาจักรเล่นง่ายด้วยการยืมของประจำตระกูลจากลูกน้องเอาดื้อๆ และแน่นอนว่าท่าทางคนถูกยืมไม่อยากให้อย่างเห็นได้ชัด แต่ด้วยความเกรงใจ คริสทรอฟจึงล้วงเข้าไปใต้เข็มขัดสุดเยินและควักก้อนหินสีเงินออกมาวางบนมือของกษัตริย์ผมทอง ...เทเลอาร์ท... สิ่งที่ท่านราชาใช้ติดต่อกับข้าโดยตรง...แต่ท่านจะเอาไปทำไม?

กษัตริย์หนุ่มยังไม่ตอบ ลอร์ดสเวน ขอยืมนาฬิกาท่านหน่อย... คราวนี้ถึงตาเขาบ้าง สเวนนิ่วหน้าแต่ก็ยอมปลดนาฬิกาพกออกจากสร้อยที่คล้องคอและวางลงบนโต๊ะ

นี่ไม่ใช่ของเล่น ท่านตั้งใจจะทำอะไร?

ลอร์ดสเวน ข้าเห็นท่านเก็บนาฬิกานี้ไว้กับตัวตลอด... คงจะไม่ทำมันหายง่ายๆใช่ไหม?

...แน่นอน... เพราะนาฬิกาเรือนนั้นเป็น...

ถ้าจำไม่ผิด ...รู้สึกว่านี่จะเป็นนาฬิกาของคุณพ่อของอาลูวีนใช่ไหมล่ะ? กษัตริย์หนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา มือเปิดฝานาฬิกาโดยไม่คิดที่จะรอคำตอบจากที่ปรึกษา สเวนจ้องการกระทำของอีกฝ่ายราวกับกลัวว่าคนที่พฤกติกรรมไม่ค่อยสมฐานะจะทำนาฬิกาเรือนทองเสียไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่กษัตริย์ก็เพียงแค่ถือมันไว้ในขณะที่อีกมือหยิบก้อนหินสีเงินซึ่งเป็นอาร์ทิแฟคของคริสทรอฟและปล่อยพลัง GIFT ของตัวเองใส่

เทเลอาร์ท หรือหินก้อนน้อยสัมผัสเข้ากับคลื่นพลังที่มองไม่เห็นและค่อยๆหลอมละลายกลายเป็นน้ำข้นหนืดสีเงินสะท้อนแผ่อยู่ในอุ้งมือของกษัตริย์ และครู่ต่อมาก็ส่งเสียงตุบๆชวนขนลุกราวกับเป็นสิ่งมีชีวิต คนในห้องต่างมองมันเป็นตาเดียวกัน แม้ว่าจะคุ้นเคยกับอาร์ทิแฟคมาก่อนแต่การได้เห็นสภาพที่ถูกกระตุ้นของวัตถุเหล่านี้ทีไร ก็ชวนให้รู้สึกพิสมัยได้ทุกที

สเวนนึกถึงอาวุธคู่ใจ... คลาโอม โซลาริสก็เป็นอาร์ทิแฟคเช่นกัน อาร์ทิแฟคคือชื่อที่เรียกวัตถุลึกลับซึ่งตอบสนองต่อพลัง GIFT อย่างเทเลอาร์ทในมือของชายผมทองในตอนนี้ เป็นสิ่งที่แม้แต่ปราชญ์ที่ฉลาดที่สุดในยุคปัจจุบันยังหาคำอธิบายไม่ได้และเชื่อว่าปรากฏขึ้นในโลกใบนี้พร้อมๆกับวันที่เทพบนสรวงสวรรค์ประทาน GIFT ให้มนุษย์ อาร์ทิแฟคเป็นของหายากยิ่ง ทั่วโลกมีการค้นพบราวๆสี่สิบชิ้นเท่านั้น

และเรื่องที่น่าแปลกที่สุด...ร้อยละแปดสิบของอาร์ทิแฟคที่พบ...เป็นแค่ขยะ

แต่อาร์ทิแฟคของคริสทรอฟกับสเวนนั้นต่างออกไป... กษัตริย์หนุ่มเทของเหลวสีเงินออกจากมือลงบนกระจกใสซึ่งเป็นช่องใส่รูปของนาฬิกา เนื้อข้นหนืดของเทเลอาร์ทค่อยๆกระจายไปทั่วพื้นผิวอย่างสม่ำเสมอ และไม่กี่นาทีถัดมาของเหลวสีเงินที่ฉาบอยู่บนกระจกใสก็แข็งสนิท สะท้อนหน้าคนมองไม่ผิดกับกระจกเงา

เอาล่ะ! ขอลองทดสอบดูหน่อยซิ... กษัตริย์หยิบแผ่นโลหะแบนเรียบสีดำเมี่ยมออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วก็เอานิ้ววาดวงกลมลงไป สเวนมองกระจกเงาบานใหม่ของนาฬิกาเรือนเล็กของตัวเองด้วยความรู้สึกแปลกๆ แต่แล้วพอจะหยิบมันขึ้นมาก็มีเสียงแผดออกมาจากพื้นผิวสีเงิน

ตู๊ด ตู๊ด... ตู๊ด ตู๊ด...

................... คิ้วของเจ้าของนาฬิกาขมวดเป็นปมแน่นยิ่งกว่าเดิม และเสียงก็คงดังอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ...เรื่อยๆ

รับสารของท่านเร็วสเวน ถ้าไม่รับเทเลอาร์ทจะร้อนขึ้นในสามสิบวินาทีและอาจจะทำให้นาฬิกาท่านเสียได้ กษัตริย์หนุ่มบอก เรียกนัยน์ตาสีแดงให้มองย้อนอย่างเหลือเชื่อ สเวนเคยได้ยินเหมือนกันว่าเทเลอาร์ทคืออาร์ทิแฟคที่จะสะท้อนข้อความซึ่งเขียนลงบนคู่ของมัน หรือแผ่นสีดำที่อยู่ในมือของชายผมทอง

...แต่ที่รับ... มันหมายความว่า...?

หึหึ... ไงสเวน? แค่รับสารจากเทเลอาร์ทเป็นเรื่องที่ยากไปสำหรับท่านหรือไง? คริสทรอฟหัวเราะเยาะ แต่คู่อริหัวไวก็เอานิ้วแตะลงบนกระจกสีเงิน สงบเสียงประหลาดลงทันควัน

แล้วภาพวงกลมสีดำสนิทขนาดจิ๋วก็ปรากฏขึ้นมาบนกระจกเงา พร้อมชื่อลงท้าย... เรียอาฮา เจ เลอราเม

ไง? มหัศจรรย์ใช่ไหมล่ะ? มีชื่อคนส่งด้วย... กษัตริย์หนุ่มบอก แม้จะไม่ชอบเรื่องที่ชื่อตัวเองโผล่ออกมาสักเท่าไหร่ ข้อความที่ปรากฏจะหายไปอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นถ้าข้าส่งข้อความอะไรให้ไปในอนาคตก็รีบอ่านเสีย นี่จะเป็นวิธีที่ข้าใช้ติดต่อกับท่านในระหว่างปฏิบัติการครั้งนี้ เพราะจากนี้ไปเราคงจะเสียเวลาอันมีค่านัดแนะอะไรกันไม่ได้อีกแล้ว เข้าใจนะ?

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

หลังจากการสนทนาลับๆในห้องทำงานของกษัตริย์เสร็จสิ้น ลอร์ดสเวนกับเวนเซลก็แยกตัวออกมาเพื่อเตรียมทุกอย่างให้พร้อม โดยเวนเซลจะเป็นคนเตรียมกำหนดการเดินทางและทหารหน่วยพิเศษที่จะติดตามสเวนไปที่ชายแดน ในขณะที่สเวนเองไปซ่อมอาวุธกับมาดามเอสชีน... เสนาบดีหนุ่มฝ่าฝูงชนที่แออัดอยู่บริเวณคอคอดทางเชื่อมอาคารซึ่งเป็นทางออกทางเดียวของพระราชวังอย่างยากลำบาก เขาเสียเวลาเกือบชั่วโมงไปกับการเดินทาง และเมื่อถึงที่พำนักของมาดามเอสชีนก็พบว่าแถวของผู้รอรับบริการ...ยาวเหยียด สเวนนั่งรออย่างหัวเสีย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากแค่นยิ้มให้กับมาดามผู้เฉิดฉาย ที่ออกมาต้อนรับพร้อมกับบอกล่วงหน้า ท่านไม่ต้องขอลัดคิวหรอกสเวน คลาโอมในสภาพนี้ต้องใช้เวลาซ่อม... อย่างน้อยก็สองวัน

เมื่อเป็นแบบนั้น เสนาบดีหนุ่มก็นึกถึงผลเสียของการออกไปสู้กับศัตรูลึกลับโดยปราศจากอาวุธ ...หรือว่าเขาควรจะชะลอการเดินทางออกไปจนกว่าคลาโอมจะซ่อมเสร็จ? อย่างไรก็ตาม หลังจากนั่งรอเพียงครู่เดียวเจ้าแม่นักประดิษฐ์ก็คว้าคลาโอมไปจากมือของสเวนและเริ่มซ่อม ชายหนุ่มยิ้มให้สาวร่างใหญ่อย่างเหนื่อยๆ แต่ก็โดนอีกฝ่ายดีดปอยผมสีแดงที่ตกลงปรกหน้ากลับ

นับวันท่านยิ่งเหมือนคนแก่ขึ้นเรื่อยๆนะสเวน

คนโดนแกล้งเสยผมตัวเอง ยิ้มหมดอาลัยตายอยากดูเป็นธรรมชาติขึ้นเล็กน้อย ...ใครจะไปสาวเท่าท่านได้ตลอดเล่า มาดาม

ชีวิตวัยหนุ่ม...มีหนเดียวนะ เร่งให้มันผ่านไปแล้วระวังจะเสียใจทีหลัง มาดามเอสชีนบอกเรียบๆ ซึ่งคนฟังที่ประเมินอายุตัวเองเป็น 32 ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

ระหว่างที่สเวนนั่งดูมาดามเอสชีนซ่อมอาวุธคู่ใจ สถานการณ์ด้านเวนเซลกลับไม่สู้ดีนัก ระหว่างที่เสนาบดีชุดเขียวลายเฉพาะตัวกำลังเตรียมทหารหน่วยพิเศษให้สเวน สัมผัสเฉียบคมของเขาก็เตือนให้รู้ถึงสิ่งผิดปกติ

...มีคน...หยุดมองการกระทำของเขานานเกินไปแล้ว...

ลอร์ดเวนเซลหรี่ตาลง ฉับพลันภาพพระราชวังที่สดใสก็เปลี่ยนเป็นสีส้มเรือง กำแพงอิฐหนาบิดเบี้ยว เสียงที่เคยแผ่วเบาจนไม่ได้ยินดังก้องราวกับเสียงสะท้อนในถ้ำ... GIFT สัมผัสวิญญาณกำลังทำหน้าที่ของมัน และเปิดเผยให้เห็นบางสิ่งที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนั้น...

...ร่างบางร่างหนึ่ง... อิงแอบอยู่แนบเสา... ...กำลังจับตาดูเขาทุกฝีก้าว!...

เวนเซลพยายามเพ่งสมาธิ แต่ร่างเล็กๆนั้นก็ขยับราวกับจะรู้ตัวและเดินออกมาจากเสา เธอเดินตรงมาหาเขาด้วยรอยยิ้มใสๆและทักทายดั่งเช่นเมื่อเจอหน้าทุกครั้ง

สวัสดีค่ะลอร์ดเวนเซล กำลังเตรียมทหารของดิฉันไปทำอะไรหรือคะ? ให้ฉันช่วยไหมคะ?

เวนเซลจ้องใบหน้าสะสวยอย่างหนักใจ แต่แล้วก็ปรับสีหน้ากลับเป็นปกติ คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าคือเสนาบดีหญิงคนเดียวที่มีสิทธิ์ในการร่วมประชุมระดับสูง เลดี้เอลีน รองผู้ดูแลกฏแห่งพระราชวังชั้นใน

...เลดี้เอลีน พึ่งจะได้รับการเลื่อนขั้นให้มีสิทธิ์ในการร่วมประชุมลับเมื่อไม่นานมานี้...

...เป็นคนหนึ่งที่ออกเสียงอย่างแข็งขันสนับสนุนให้คริสทรอฟส่งยอดขุนพลฝีมือดี หรือเซอร์ฮิวเบิร์ด ไปรับมือพวกกบฏไวออกส์...

...ไม่จริงน่า...?...

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

เย็นวันนั้น ระหว่างที่สเวนแน่ใจแล้วว่ามาดามเอสชีนไม่สามารถซ่อมดาบคลาโอม โซลาริสทันก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เขาก็ได้รับสารจากเทเลอาร์ท

มีเกลือเป็นหนอน

เปลี่ยนแผนบางส่วน

นัดประชุมคืนนี้ 19.30 น.

ข้าเห็นสมควรว่าพวกเราต้องเล่นละคร

เพื่อจับหนอน และคนที่อยู่เบื้องหลังที่ชายแดนโดยไม่ให้พวกมันไหวตัวทัน มิฉะนั้นคงคว้าได้เพียงอากาศ

ท่านแสดงไปตามน้ำ พวกเราจะพยายามหาบทที่เหมาะกับท่าน

หมายเหตุ : ท่านขุนพลจะไปรอสังเกตการณ์ที่หมู่บ้านเชิงเขาล่วงหน้า และไปช่วยสนับสนุนท่านหากจำเป็น

ด้วยความเคารพ

เรียอาฮา เจ เลอราเม

สเวนขมวดคิ้ว กษัตริย์ของเขาช่างเลือกส่งข้อความที่อ่านแล้วเข้าใจยากเสียเหลือเกิน แถมละรายละเอียดไว้ในฐานที่เข้าใจอีกราวกับกลัวว่าข้อความนี้จะตกสู่มือคนอื่น แต่ประเด็นเรื่อง หนอน หรือไส้ศึกทำให้สเวนต้องนิ่งคิด ...ท่านราชาสงสัยว่ามีคนในช่วยสนับสนุนพวกกบฏจากภายในอาณาจักรอีกทาง? แถมเป็นคนวงในถึงขั้นต้องเล่นละครตบตาให้ดูเสียด้วย... อย่างไรก็ตาม เสนาบดีหนุ่มรู้สึกสังหรณ์พิกลกับประโยคที่ว่า ท่านแสดงไปตามน้ำ พวกเราจะพยายามหาบทที่เหมาะกับท่าน ประกอบกับลงทุนถึงขั้นส่งคริสทรอฟไปเป็นกำลังเสริมล่วงหน้า เขาได้แต่ภาวนาว่า บท ที่นายเหนือหัวคิดให้จะไม่พิเรนทร์จนพาให้ทุกอย่างพังหมด

...และการประชุมในคืนนั้น ก็ทำให้สเวนได้มองท่านราชาเสียใหม่ ช่างเป็นแผนที่แนบเนียน...แยบคาย... หลอกให้คนทั้งที่ประชุมเข้าใจว่าเขาเป็นเสนาบดีกระจอกไร้น้ำยาที่น่าสงสารและหมดประโยชน์ พร้อมส่งไปตายที่ไวออกส์ แถมยังตอกย้ำความเนียนด้วยการส่งเขาไปพร้อมกองพันระดับสี่ ...จบกันทีกับแผนอะไรก็ตามที่ว่าจะใช้รับมือพวกกบฏที่ใช้คนปฏิบัติมากกว่าตัวเขาเอง แต่สเวนก็พอจะเข้าใจอยู่บ้างที่ท่านราชาจงใจเลือกส่งเขาไปพร้อมกับกองพันสี่... ทหารในกองนั้นแม้ในสายตาของท่านราชา ก็คือหมากที่พร้อมสละชีพเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า หาได้มีค่ามากกว่านั้น... ท่านราชาเองก็คงเชื่อว่าเขาคิดแบบนั้นเช่นกัน คนที่เป็นแค่เสนาบดีเลือดเย็น... ที่โดนทหารในกองพันสี่ทรยศจนบาดเจ็บสาหัส... คงจะหาหน้าที่เหมาะๆให้กับหมากที่ใช้แล้วทิ้งเหล่านี้ได้อย่างสะดวกใจ

แต่ความจริงมันไม่... สเวนเป็นคนที่แยกแยะความรู้สึกส่วนตัวกับความจริงได้เป็นอย่างดี เขาไม่คิดจะโทษคนในกองพันสี่เหมือนๆกันหมด คนที่เคยทำให้เขาเจ็บช้ำ... ตอนนี้ก็กลายเป็นผีเฝ้าหลุมไม่ก็ขี้คุกไปหมดแล้ว ที่สำคัญ... คนที่ระดับสติปัญญาแค่นั้น จะเห็นแก่เงินมากกว่าชีวิตของคนอย่างเขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อีกอย่าง...ความปรารถนาลึกๆที่อยากจะเป็นแม่ทัพของสเวนก็ยังคงจมอยู่ในก้นบึ้งที่ลึกที่สุดของหัวใจ เขาอยากมีพลังที่จะปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาและพากองทัพไปสู่หลักชัย อยากทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดีและสูญเสียน้อยที่สุด ให้สมกับที่มั่นใจว่าตัวเองฉลาดเหนือคนอื่น

...และถ้าจะให้ดี... ก็ทำสำเร็จ โดยไม่ต้องพึ่ง GIFT อันนี้...

...หลังจากนั้น... เมื่อเจ้าครองนครฝ่ายตรงข้ามเห็นอำมาตย์ที่โดนโบยตีจนหลังแตกยับ ก็รีบรับเข้าเมืองทันที เพราะเล็งเห็นในความสามารถ... โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง และจะนำจุดจบมาสู่ตนเองในกาลต่อมา

สเวนจบเรื่องเล่าของเขาไว้เพียงเท่านี้ ส่วนที่เหลือ... สิบปากว่าก็ไม่เท่าประสบการณ์ตรงหรอก ...จริงไหม? ...คาร์ล...

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

3

(31/12/49)

ชายหน้าบากยืนหุบปากสนิท ...จนปัญญาที่จะสรรหาคำพูดใดๆมาตอบโต้คนตรงหน้า

...เขาผิดพลาดอย่างไม่อาจให้อภัย ผิดที่ไม่ฆ่าเสนาบดีแห่งแอซการ์ดคนนี้ตั้งแต่ตอนที่ยังมีโอกาส เพียงแค่จัดการมันตอนที่หมดสติหลังโดนใบมีดลม เรื่องราวคงไม่ลงเอยแบบนี้

...แต่อะไรจะเป็นยังไงก็ช่าง... มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว

สเวน ไม่มีทางฆ่าเขาได้

ไม่สิ... ไม่มีอาวุธหรือพลังใดในโลกที่ฝ่า เกราะสมบูรณ์แบบ ไปได้

คงจะรู้ซึ้งถึงรสชาติของการถูกหลอกแล้วสินะ? สเวนบอกคาร์ลเสียงเรียบ ...มันขม...ยิ่งกว่ารสชาติใดๆในโลก ...ยิ่งกว่ารสของยาที่คนซึ่งคิดว่าแกเป็นเพื่อนปรุงขึ้นมาเสียอีก... สเวนกล่าวถึงทหารร่างท้วมที่ถูกสังหารอย่างไร้คุณค่า แต่คนฟังก็ไร้การตอบสนอง ราวกับลืมบาปที่ตัวเองก่อไปหมดสิ้น

หมาสกปรกอย่างแกไม่ต้องทำมาเป็นสั่งสอนข้า

ข้าก็ไม่คิดจะเสียเวลากับเรื่องไร้ประโยชน์แบบนั้นหรอก เราสองคนคงต้องบอกลากันตรงนี้แล้ว...

คาร์ลมองตอบนัยน์ตาแดงเพลิงด้วยสีหน้าหยามหยัน คิดว่าทำได้ก็เข้ามาเลย!! ถ้ามั่นใจว่า GIFT ที่สองของแกจะมีปัญญาทะลวง เกราะสมบูรณ์แบบ ของข้าได้... เขาตั้งท่าเตรียมโจมตี ขวานในมือกระชับมั่น ตรงข้ามกับสเวนที่ยังคงสงวนท่าที

มั่นใจเกินไปแล้ว ไอ้สุนัขลวงโลก

...ต่อให้กิฟท์ลับๆของแกเกินระดับ IX แต่ใช้ GIFT ในสภาพที่ทรุดโทรมขนาดนั้นก็แค่ฆ่าตัวตายเท่านั้นแหละ ไอ้ลอร์ดปากดี... มนุษย์ที่ไม่พึ่งพาพลังของ หยาดน้ำตาแห่งสวรรค์ จะผลักดันพลัง GIFT ให้ถึงขีดสุดได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น แกเค้นพลังสร้างระเบิดงี่เง่าถึงขั้นทำให้พสุธาแตกสลายได้มันก็เยี่ยมเกินสวะธรรมดาเกินไปแล้ว...

ข้าจะเด็ดหัวแก! นี่ต่างหากที่แกควรจะมั่นใจ! สเวน!!

ร่างในชุดดำถลันเข้าหาเสนาบดีหนุ่มเร็วปานธนูที่พุ่งออกจากแล่ง สิ่งเดียวที่คาร์ลต้องการในเวลานี้ก็คือ... กำจัดเสนาบดีแอซการ์ดคนนี้ให้พ้นสายตาเพื่อชดเชยความผิดพลาด เขาไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว ต่อให้ความคิดเข้าข้างตัวเองทั้งหมดจะเป็นเรื่องผิดพลาด

สเวนส่ายหน้าให้กับความหุนหันของศัตรู

ยามที่พ่ายแพ้... ก็ไม่ต่างจากแมลงเม่าที่น่าสงเพช บินเข้าหากองไฟ

...น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่คนใจดี...

...ไม่มีโอกาสที่สองสำหรับอดีตลูกน้องคนนี้อีกแล้ว...

ชั่ววินาทีที่ขวานของคาร์ลตวัดเข้าหา สเวนก็เอ่ยเบาๆกับตัวเอง

...พิพากษา...

สิ้นคำ แสงสว่างเจิดจ้าก็พวยพุ่งออกมาจากวัตถุโปร่งใสที่แขน

คมเหล็กกล้ามหึมาของขวานจมลงไปในแสงสว่าง แต่แล้วก็สะท้อนกลับออกมาอย่างรุนแรง ชายหน้าบากมองขวานในมือแตกเป็นเสี่ยงๆด้วยความตื่นตระหนก ร่างของเขากระเด็นไปกระแทกพื้นอย่างจัง โชคดีที่ GIFT เกราะทำให้ไม่ได้รับแม้แต่รอยขีดข่วน

แต่ถึงอย่างนั้นชายหน้าบากกลับเพียงทรุดนั่ง ความคิดที่จะโจมตีอีกครั้งหดหาย ผมสีเทาที่มักจะตกลงมาปิดรอยแผลเป็นบนหน้าผากโดนแรงลมผิดธรรมชาติพัดปลิวออกไป

เสียงละล่ำละลักหลุดออกมาจากลำคอ

กะ...กิฟท์บ้าบอพรรค์นี้...

คาร์ลแหงนคอขึ้น ชายผมแดงที่เคยยืนอยู่บนพื้นถูกลมประหลาดหอบขึ้นไปลอยอยู่บนฟ้า วัตถุโปร่งใสที่แขนขวาพลันปรากฏต้นกำเนิดแสงสว่างจ้า

...ซึ่งก็คือเรือนร่างของหญิงสาวที่สุกสว่างจนแสบตา... ที่กำลังโผล่พ้นพื้นผิวเลื่อมพรายที่ห่อหุ้มแขนของสเวนอยู่ ผมสีขาวของเธอค่อยๆสยายออก ดวงหน้าที่ขาวโพลนบังเกิดเป็นรอยนูนของใบหน้าที่แข็งกระด้างดั่งรูปปั้น

ร่างนั้นค้อมมองผืนดินเบื้องล่างอย่างช้าๆ แต่สเวนก็ใช้มืออีกข้างดันลำตัวของเธอเอาไว้ ...พอแล้ว... เป้าหมายมีแค่คนเดียวเท่านั้น... ร่างสีขาวตอบสนองทันทีด้วยการหมุนหน้ามาทางคนๆเดียวซึ่งอยู่ที่พื้นดิน นัยน์ตาขาวโพลนจับจ้อง

คาร์ลขยับตัวอย่างอึดอัด นัยน์ตาไร้แววนั้นกำลังจ้องเขาเขม็ง

...เทวีแห่งคำพิพากษา...

ความสามารถแห่ง จัดจ์เมนท์ (Judgement)

แก...มี GIFT นั้นได้ยังไง...?

คำถามที่ไม่มีวันได้รับคำตอบ... สเวนเพียงแต่ก้มมองคู่ต่อสู้บนพื้นอย่างวางเฉย

ตอบข้าสิสเวน!! ผู้ใช้ GIFT นั่นมันตายไปตั้งนานแล้ว!! แกมี GIFTนั่นได้ยังไง?!

ข้าไม่มีเหตุผลที่จะต้องอธิบายให้แกฟัง... สเวนกล่าวเรียบๆ บังเอิญเขาไม่ใช่พวกเอื้อเฟื้อที่ชอบแฉเบื้องหลังของตัวเองให้ศัตรูฟังก่อนตาย... ความลับต่างๆมักจะรั่วจากเหตุผลนี้มานักต่อนักแล้ว

เป็นไปไม่ได้ที่เสนาบดีสั่วๆอย่างแกจะมี GIFT นี้... ท่านผู้นั้นรู้ทุกสิ่ง... ไม่มีทาง...ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้จะเล็ดลอดไปได้

มันก็ไม่แน่หรอกคาร์ล ทุกคนที่มีโอกาสได้ยลเทวีแห่งการพิพากษานี้...ไม่เคยรอดเลยสักคนเดียว สเวนยิ้มเย็น นั่นเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ความสามารถที่สองของเขายังคงเป็นความลับต่อไป เพราะไม่ว่าใคร... ต่อให้มิตรหรือศัตรู ครั้นเมื่ออยู่ต่อหน้า GIFT นี้แล้วจะไม่มีวันหนีรอดไปได้

และแล้ว... หลังจากจ้องคาร์ลอยู่หลายวินาที เทวีแห่งการพิพากษาก็เอนกายลงกลับคืนสู่พื้นผิวเลื่อมพรายที่ล้อมรอบแขนของสเวน มองแล้วเหมือนซบลงไปบนบ่าของชายหนุ่มไม่มีผิด ร่างที่จมลงไปประสานเป็นเนื้อเดียวกับวัตถุเลื่อมพราย ยังผลให้ผิวใสเลื่อมค่อยๆถูกย้อมด้วยแสงสีขาว จากจุดศูนย์กลาง...จนกระจายออกไปรอบๆ สเวนกำมือขวาซึ่งจับวัตถุเลื่อมพรายแน่น สิ่งนั้นกำลังเปลี่ยนรูปร่าง... หรือที่เรียกว่า ก่อรูปลักษณ์

GIFT แห่ง จัดจ์เมนท์ หรือบทพิพากษา... แท้จริงแล้วคือ GIFT ในการหาจุดอ่อนของคู่ต่อสู้...

หากจะขนานนามว่าเป็น GIFT ที่อันตรายที่สุดในโลกก็คงไม่ผิดนัก และความสุดยอดของGIFTนี้โดยมากแล้วจะถูกจำกัดเพราะผู้ใช้มากกว่า ถ้าผู้ใช้ตายก่อนที่เทวีแห่งการพิพากษาจะสามารถวิเคราะห์จุดอ่อนของคู่ต่อสู้ได้ก็จบ เธอจำเป็นต้องใช้เวลาในการมองเป้าหมาย... ยิ่ง GIFT ของเป้าหมายมีระดับสูงก็จะยิ่งเสียเวลามาก อย่างระดับ IX เช่นเกราะสมบูรณ์แบบของคาร์ลก็คงใช้เวลาสักครึ่งนาที...

ขั้นสุดท้ายของ GIFT นี้ก็คือการก่อรูปลักษณ์... ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสภาพตัวเองให้กลายเป็นจุดอ่อนของคู่ต่อสู้...

แสงสีขาวซึ่งเคลือบวัตถุเลื่อมพรายค่อยๆลดความสว่างลง พร้อมๆกับร่างของเสนาบดีผมแดงที่ตกลงสู่พื้น

สิ่งที่อยู่ในมือของเขา... สุดท้ายก็เหลือเพียงก้อนอะไรสักอย่างกลมๆขนาดเท่าลูกมะพร้าวเท่านั้น!

คนที่มัวแต่ตื่นตะลึงจึงได้สติคืนทันที ... ....นี่นะเหรอ? ...GIFT จัดจ์เมนท์? ...GIFT ในตำนาน? ...เปิดตัวซะอลังการแต่จบด้วยลูกกลมๆ! ฮะฮะ... ฮะฮะฮะ!! เหมาะกับแกจริงๆ... สเวน! ฮะฮะ!

สเวนก้มหน้ามองก้อนกลมสีเหลืองขุ่นที่อยู่ในมืออย่างปลงๆ ...วิธีกำจัดคนที่มีGIFTแค่ระดับ IX มันก็ดูดีได้แค่นี้แหละคาร์ล...

จังหวะที่สเวนก้มอยู่นั้น คาร์ลก็พุ่งเข้าหาทันทีพร้อมชักดาบของตัวเองออกมา

ชายหนุ่มเงยหน้าทันที เขารู้อยู่แล้วว่าประมาทความเร็วในการจู่โจมปานสายฟ้าของคาร์ลไม่ได้และปาก้อนยวบๆที่อยู่ในมือใส่สุดแรง คาร์ลชะงักเพียงเล็กน้อยเมื่อก้อนยวบนั้นแตกกระทบหน้าและตวัดแขนฟันต่อเนื่องแต่ก็พลาดเป้า สเวนซึ่งหลบสวนขึ้นมามองดูคาร์ลวิ่งหน้าคว่ำไปอีกทางก่อนจะถอนหายใจ

อะไร?! ถอนหายใจอะไรของแก?!?! คาร์ลตะคอกพลางลูบของเหลวที่เปียกชุ่มหน้า ...แต่แล้วก็ชะงัก

......?!... 

ของเหลวที่เกาะบนใบหน้า กำลังกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ เคลือบผิวของเขาเหมือนน้ำมัน

อึก......?! คาร์ลลูบหน้าตัวเองซ้ำ ก่อนจะเช็ดด้วยแขนเสื้อ แต่ไม่สำเร็จ... น้ำมันพวกนั้นกำลังไหลเข้าไปในคอของเขาผ่านทางรูจมูกและปาก ...ลงไปอุดช่องทางหายใจ

สเวนมองอดีตลูกน้องที่งุ้มตัวลง...กุมคอตัวเองอย่างคับข้องใจ

...มันจบแล้ว...

ต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหน แต่ถ้าหายใจไม่ออก ก็ถึงแก่ความตายอย่างเท่าเทียมกัน...

แกผิดเองคาร์ล...

อุตส่าห์เกิดมาพร้อมกิฟท์ชั้นยอด... เป็นเกราะที่จะใช้ปกป้องผู้คน ตรงข้ามกับเขาซึ่งเกิดมาพร้อมความสามารถในการสร้างระเบิด ที่มีแต่จะนำความโศกเศร้าและความตายมาสู่ผู้อื่น

ทั้งๆที่โชคดีขนาดนั้น แต่แกกลับวนเวียนอยู่ในความมืด...

คาร์ลเงยหน้าสบนัยน์ตาสีแดงที่ทอดดูราวกับสงสาร

...ไม่... คนที่เป็นอมตะอย่างเขา อาวุธหรือพลังใดๆในโลกไม่อาจทำอันตรายได้ จะต้องตายเพราะขาดอากาศหรือนี่?

...น่าอนาถ... เกินไปแล้ว...

...เพราะแก... สเวน เอกลาส...

...เพราะคนอย่างแก...!

คาร์ลกระโจนเข้าใส่ชายผมแดงด้วยความเคียดแค้น เขาสะบัดดาบฟันอย่างต่อเนื่อง แต่เป้าหมายก็หลบได้ทุกครั้ง และไม่ช้าคู่มือก็หันหลังให้ ...เดินทิ้งห่างออกไปโดยไม่คิดจะสู้ต่อให้เสียเวลา

...แก... แกจะหนีไปไหน?! กลับมาเดี๋ยวนี้ไอ้ลอร์ดสวะ! มาสู้กับข้าให้รู้ผลแพ้ชนะก่อน!!...

เขาตะโกนใส่แผ่นหลังที่เคลื่อนตัวไกลออกไป แต่ไม่มีเสียงดังเล็ดลอดออกมาเพราะทางเดินหายใจโดนของเหลวที่เกิดจาก GIFT ที่สองของสเวนอุดโดยสมบูรณ์ คาร์ลคิดจะวิ่งไล่... แต่ไม่ช้าก็ทนไม่ไหว ความพยายามสูดหายใจหนักๆเพียงแต่ทำให้อึดอัดมากขึ้นเท่านั้น มือที่กุมดาบเริ่มสั่นระริกและคลายออก...ปล่อยให้อาวุธร่วงหล่นสู่พื้น

สเวนได้ยินเสียงไอแห้งๆดังจากเบื้องหลังแต่ก็ไม่คิดจะเบือนหน้ากลับไป ...เขาเสียเวลามามากแล้ว... ตอนนี้ต้องหาวิธีกลับไปที่เมืองหลวงให้เร็วที่สุด

อาลูวีนกำลังตกอยู่ในอันตราย

เพียงแค่นึกถึงสารจากท่านราชาก็ทำให้สมองอันปราดเปรื่องตื้อทึบไปหมด สเวนนิ่วหน้า... ทั้งๆที่ไม่ชอบภาวนาแต่ในตอนนี้กลับทำได้แค่นั้น

เขากลัว... กลัวเหลือเกิน ถ้าต้องสูญเสียความยินดีเดียวในชีวิตไป

ก็ในเมื่อชัยชนะนับครั้งไม่ถ้วน... ชัยชนะ...ที่ตั้งอยู่บนความตาย ไม่เคยนำความยินดีมาให้เขาเลยแม้สักครั้งเดียว...

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


หมายเหตุจากผู้แต่ง :เรื่องในบทนี้อาจจะชวนสับสนสักหน่อยถ้าจำเนื้อเรื่องเดิมไม่ได้หลักๆจะเกี่ยวข้องกับบทที่ 7 ตอนท้าย (ตรงข้อความของเรียอาฮา หรือ ท่านราชา), บทที่8 (การประชุมฉุกเฉิน), บทที่ 10 (ตอนที่ท่านราชาเดินชมรูปปั้นในพระราชวังคนเดียว)และเนื้อเรื่องช่วงบทที่ 11 เป็นต้นมา โดยเฉพาะย่อหน้าแรกที่มีคนไปรายงานเรื่องสเวนกับ ??? หลังม่านและความคิดของสเวนบางส่วนตั้งแต่ออกมาอยู่ที่ค่ายทหาร แต่ถ้าสังเกตให้ดี...รู้สึกไหมคะว่าท่านราชากับสเวนคิดคนละแบบกัน เอ...มันยังไงๆอยู่นะ?

ท่านราชา : อาลูวีน.... อาลูวีนนนนนนนนนนนนนน!อ้ากกกก!!!
สเวน : ผิดแผน... ผิดหมดเลยนึกว่าจะเจอเซราฟิมไหงเจอไอ้บ้าคาร์ลแทนได้? แล้วนี่จะต้องเล่นละครไปถึงเมื่อไหร่.... (noct กราบงามๆเล่นได้ดีเกินไปแล้ว)

ของแถม : เทเลอาร์ท = Teleart = ศิลปะส่งทางไกล
*จริงๆไม่ได้มีไว้เพื่อส่งข้อความด้วยซ้ำ(นั่นมันเพจเจอร์)มีไว้วาดรูปเล่นแล้วส่งรูปไปให้ปลายทาง... ช่างสะดวกอะไรเช่นนี้ (คนอ่าน : -*- รู้ละว่าทำไมเรื่องนี้ Rate ปญอ.)

2007/Jan/12

บทที่ 17

นิทานเรื่องที่ปรึกษาของกษัตริย์

[Chapter 17 : The Tale of Lord Chancellor Sven]

1

(19/11/49)

เอาล่ะ... เสียเวลาเปิดอกพูดคุยกันมาพอสมควรแล้ว... ฝากเตรียมการต้อนรับสไตล์ไวออกส์ให้เสนาบดีแห่งแอซการ์ดด้วย คาร์ลบอกผู้อารักขาจาเน็ก ก่อนจะเดินเข้ามาตบบ่าอดีตหัวหน้า

ตามธรรมเนียมของไวออกส์ ชเลยจะได้รับโอกาสให้แสดงอะไรสนุกๆให้เจ้าบ้านดู... และเมื่อเจ้าบ้านหมดสนุก ...ก็จะเข้าสู่เกมลงทัณฑ์ พูดจบ คาร์ลก็หมุนตัวกลับไปยืนเคียงผู้นำฝ่ายกบฏร่างซูบผอมเหมือนเดิม

แล้วนักรบร่างกำยำในชุดเกราะพื้นเมืองสองคนก็ตรงปรี่เข้ามาหาสเวน คว้าต้นแขนทั้งสองข้างของเขาเอาไว้ สเวนนิ่วหน้าแต่ก็ไม่ได้ขัดขืนปล่อยให้ตัวเองโดนถูลู่ถูกังไปที่ศูนย์กลางของวงล้อมนักรบกบฏซึ่งบีบวงแคบเข้ามา สเวนได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากลูกน้องอีกสามคนจากด้านหลัง แต่เมื่อพยายามหันไปมองก็โดนกำปั้นลุ่นๆอัดเข้าที่หน้าอย่างรุนแรง

นิ่มนวลหน่อย... มันเจ็บหนักอยู่แล้ว ถ้าตายคามือพวกแกข้าจะให้แกมาสร้างความบันเทิงให้ท่านจาเน็กแทน คาร์ลตะโกน

สเวนเห็นใบหน้านักรบกำยำที่ชกเขาบิดเบี้ยวด้วยความชิงชัง ...สงสัยคราวนี้ต้องขอบคุณคาร์ลสักครั้ง... แต่ไม่ทันที่ความรู้สึกชาจะหายไปจากใบหน้าพวกนั้นก็โยนเขากระแทกพื้นอย่างรุนแรง โดนแผลเก่าที่หลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

...... ...ให้มันได้อย่างนี้สิ...

สเวนตะกายตัวขึ้นยืนพลางถ่มเลือดออกจากปาก เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกกำลังโคลงไปมา ถ้าไม่เพราะเครื่องดื่มชูกำลังที่ซดเข้าไปคงได้ล้มหัวฟาดพื้นอีกรอบ ...ไม่น่าเชื่อว่าของพรรค์นั้นจะมีประโยชน์จริงๆ

คราวนี้พวกนักรบปล่อยเขาไว้ลำพังให้ยืนอยู่ตรงมุมล่างของพื้นที่โล่งที่เกิดขึ้นมาใหม่จากการจัดแถวของทัพกบฏ สเวนเห็นทหารแอซการ์ดที่เหลือถูกลากตัวไปยืนอยู่ที่เดียวกับพวกคาร์ล ซึ่งตอนนี้มีเก้าอี้อันหนึ่งวางเอาไว้ด้วย คาร์ลบรรจงช่วยให้จาเน็ก วิกเตอร์นั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนที่นักรบหญิงในชุดพื้นเมืองอีกสองสามคนจะเดินออกมาจากด้านหลังพร้อมถ้วยน้ำและอุปกรณ์พัดวีผู้นำของพวกเธอราวกับตั้งใจจะดูการแสดงจริงๆ

สเวนผ่อนลมหายใจ... ถึงจะไม่ชอบแสดง แต่อย่างน้อยการกระทำของเขาก็ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งเพราะทุกคนยังอยู่ครบสามสิบสอง.... ...้ยปีเลย้้นะด้

ก่าอีกแล้วอีกแล้วกนั้นก็ผลักเขากระแทกพื้นะบีบวงแคบเข้ามาวามบันเทิงว

เพียงแต่... จากตรงนี้ต้องทำอะไรต่อ?

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ร่างในชุดคลุมยาวขาวหย่อนลงนั่งบนตอไม้ซึ่งส่วนลำต้นขาดสะบั้นและทอดขวางอยู่ข้างๆเก้าอี้กิตติมาศักดิ์ของจาเน็ก พลางเลิกคิ้วให้ทหารแอซการ์ดสามนายที่โดนจับมากองรวมกันและนั่งจ้องเขาด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อมาพักใหญ่แล้ว

เป็นอะไรไป? นั่งกันไม่สบายรึไง? หรืออยากถูกมัด?

...คาร์ล... ทำไมถึงทำแบบนี้? นายทหารอาวุโสถาม

ถามคำถามนั้นอยู่ได้ รู้แล้วจะได้อะไรขึ้นมา? ถ้าเหตุผลไม่เข้าหูลุงแล้วจะเล่นงานข้ารึ? คำตอบทำเอาคนถามแน่นิ่ง เพราะรู้ดีว่าด้านหลังมีคมดาบจ่ออยู่

หึ... ตัวเองยังเอาไม่รอด อย่ารู้เรื่องยุ่งยากให้รกสมองเลย คาร์ลว่าพลางหันไปทางเวทีชั่วคราวที่มีเสนาบดีผมแดงยืนอยู่ มาสนใจการแสดงของท่านลอร์ดสเวน เอกลาสดีกว่า รับรองว่าในช่วงชีวิตที่ไร้ค่าของพวกแกมีโอกาสได้ดูหนเดียว

กรอด... ลอร์ดสเวนไม่ใช่ตัวตลก...

พูดถูกแล้ว ใครว่าข้าจะให้มันเล่นตลกให้ดูล่ะ? ข้าจะให้มันสู้ต่างหาก...

...สู้?

คาร์ลปรบมือเรียกความสงบจากเหล่านักรบรอบด้านพร้อมกับสายตาเย็นชาของคนที่ยืนเป็นจุดเด่นอยู่กลางวงล้อมศัตรู

แขกของพวกเราคงจะงงแย่แล้วว่าต้องทำอะไร... ดังนั้นให้เกียรติข้า... ตัวแทนของท่านผู้นำอธิบายให้ฟังสักหน่อย เสียงพึมพำอย่างไม่พอใจดังมาจากรอบด้านอีกครั้ง แต่จาเน็กก็ออกคำสั่งตัดขึ้นมา พวกเจ้า! จงสงบ! ให้ท่านทูตกายอมตะพูด...

ขอบพระคุณมากท่านจาเน็ก ...เนื่องจากพวกเราทุกคนก็รู้ถึงความโหดเหี้ยม ของพวกอาณาจักรแอซการ์ด ที่เข่นฆ่าพวกพ้องของพวกเราไปนับไม่ถ้วน อ้างกรรมสิทธิ์เหนือผืนดินศักดิ์สิทธิ์อันเป็นสมบัติของบรรพบุรุษและรีดไถภาษีจากลูกหลาน โทษมหาศาลเหล่านี้ถึงตายก็ชดใช้ได้ไม่หมด ...แต่การจะโยนความผิดทั้งหมดใส่เสนาบดีคนเดียว ก็ดูจะอยุติธรรมเกินไป... อีกทั้งการสังหารผู้ที่ไร้ทางสู้ไม่ใช่วิถีของนักรบ ข้ากับท่านผู้นำได้ปรึกษากันเรื่องนี้ เห็นสมควรให้ผู้นำฝ่ายแอซการ์ด ได้ต่อสู้เพื่อเกียรติของตนเอง

เพื่อเกียรติของตัวเอง...? พูดแบบนี้แสดงว่าไม่ได้สู้เพื่อรอดอ่ะดิ นายปากต่อปากกระซิบบอกทหารแว่นด้วยสีหน้าซีดเซียว

ก่อนหน้านี้ลอร์ดสเวนก็ได้พิสูจน์ฝีมือให้พวกเราเห็นแล้ว ด้วยการรอดชีวิตจากใบมีดลมของท่านผู้นำ แถมยังกำจัดกองหน้าที่มาสำรวจได้อย่างคล่องแคล่ว นับว่ามีฝีมือควรค่าแก่การชื่นชมไม่ด้อยไปกว่าเซอร์ฮิวเบิร์ด แกลลัป ยอดขุนพลฝ่ายแอซการ์ดผู้ล่วงลับ... พวกเราจะให้โอกาสลอร์ดสเวนในการดวลกับนักสู้ฝีมือดีของฝ่ายเราที่คัดเอาไว้แล้วตัวต่อตัว ทั้งหมด 10 คน หากผ่านไปได้... จะปล่อยให้ทหารแอซการ์ดสามคนนี้ให้เป็นอิสระ

-จริงดิ?! ทหารปากต่อปากเผลอขึ้นเสียงด้วยความเริงร่า จนเพื่อนอีกสองคนจับอุดปากแทบไม่ทัน และเมื่อหันไปทางสเวน สีหน้าเขาก็ยังห่างไกลจากความดีใจนัก

...แต่ถ้าท่านลอร์ดพลาดพลั้ง ก็จะต้องเล่นเกมลงทัณฑ์ ...พลาดพลั้งในที่นี้หมายความว่าหมดสติหรือหมดสภาพอยู่บนพื้นนานเกิน 10 วินาที

...แล้วถ้าข้าตาย? สเวนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ถ้าท่านตายแต่ชนะคู่ต่อสู้ได้ทั้ง 10 คน ก็ถือว่าผ่าน แต่ถ้าท่านตายระหว่างทาง ก็ช่วยไม่ได้ เดี๋ยวข้าจะส่งลูกน้องไปตามรับใช้ท่านในโลกหน้าด้วย...

...แล้วอะไรคือเกมลงทัณฑ์?

คาร์ลฉีกยิ้ม แต่ก็ไม่ได้ให้คำตอบ ไว้ถึงเวลา เดี๋ยวท่านก็จะได้รู้เอง... อ้อ! แล้วก็อย่าเล่นตุกติก ถ้าท่านทำอะไรที่ไม่เข้าตาท่านจาเน็กขึ้นมา ท่านอาจจะได้เล่นเกมลงทัณฑ์ก่อนเวลาอันควร...

ไม่เข้าตาแกมากกว่าละมั้ง...

คำย้อนของสเวนทำให้ชายหน้าบากหัวเราะด้วยเสียงต่ำๆมีเพียงทหารแอซการ์ดสามคนที่นั่งอยู่ตรงตอไม้เท่านั้นที่ได้ยิน

จากนั้นคู่ต่อสู้รายแรกของเสนาบดีแห่งแอซการ์ดก็แยกออกมาจากแถวนักรบ เป็นชายไม่สวมเสื้อเผยมัดกล้ามให้ดูอย่างเต็มเปี่ยม มือถือขวานอันมหึมา ซึ่งเจ้าตัวควงไปมาอวดให้พรรคพวกที่ส่งเสียงกู่ร้องอยู่รอบด้านดู สเวนมองคู่ต่อสู้อย่างเหนื่อยหน่าย ...ท่าทางจะเป็นพวกป่าเถื่อนไร้สมองสุดขั้ว... คิดแล้วเขาก็คว้าด้ามดาบที่อยู่ข้างกาย แต่ก็ได้ยินเสียงปรบมืออีก

อ้ะๆ... ข้ายังอธิบายไม่จบ ทิ้งดาบของท่านไปซะ

จะให้ข้าสู้มือเปล่า?

นี่เห็นข้าใจดำขนาดนั้นเลยรึ? แต่ท่านจาเน็กเตรียมอาวุธพื้นเมืองไว้ให้แล้ว... เพื่อให้เป็นการต่อสู้ที่เท่าเทียม... คาร์ลบอก จะว่าไป... ข้าสงสัยมาสักพักแล้วว่าทำไมท่านถึงไม่เอา คลาโอม โซลาริส มา

ทหารแอซการ์ดสามนายฟังชื่อดังกล่าวด้วยความสงสัย ส่วนคนถูกถามก็ตอบเพียงสั้นๆว่า พังไปแล้ว

พัง? คลาโอม โซลาริสเนี่ยนะ ท่านไปทำอีท่าไหนถึงพังได้? คาร์ลขมวดคิ้ว

หึหึ...แล้วทำไมล่ะคาร์ล? อย่าบอกนะว่าที่ไว้ชีวิตข้าไว้จนบัดนี้เพราะอยากได้คลาโอม?

... ...สงสัยเหตุผลที่ท่านราชากำจัดท่านก็เพราะท่านทำคลาโอม โซลาริส พังแหงแซะ

อะไรคือคลาโอม โซลาริส?

คาร์ลหันขวับไปทางทหารแอซการ์ดสามนายด้วยความรำคาญ แต่พวกนั้นก็รีบส่ายหัว ส่วนคนถามแท้จริงแล้วเป็นหนึ่งในนักรบคนสนิทของจาเน็กนั่นเอง ซึ่งในมือกำขวานยักษ์ที่จะให้ผู้นำฝ่ายแอซการ์ดใช้สู้เอาไว้แน่น คาร์ลพยักพเยิดเป็นเชิงให้สัญญาณให้เอาขวานไปให้เสนาบดีหนุ่ม โดยไม่สนใจที่จะตอบคำถาม

คลาโอม โซลาริส ก็คือดาบแห่งแสง... เป็นหนึ่งใน อาร์ทิแฟค ที่ใช้ขยายประสิทธิภาพของGIFT สเวนอธิบาย

ท่านไม่คิดจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับหน่อยรึ? คาร์ลถามท่าทางอึ้งๆ ซึ่งคนอธิบายก็เพียงแต่คิดในใจ

...คาร์ลรู้มากกว่าที่พวกกบฏรู้... ...แต่จะมีสักกี่คนในโลกที่รู้จักคำว่า อาร์ทิแฟค

นอกจากขุนนางระดับสูงของอาณาจักร...

...และก็ศาสนจักร...

...คาร์ล... แกถูกส่งมาจากศาสนจักรสินะ...

ข้านึกว่าแถวไวออกส์สอนเรื่องอาร์ทิแฟคตั้งแต่อนุบาลเสียอีก

ฮะๆ เรื่องนี้ไม่รู้แฮะ แต่พูดตรงๆ ข้าไม่เคยอยากได้คลาโอมเลย สำหรับข้ามันก็แค่ดาบเบาเปราะๆอันหนึ่งเท่านั้น แต่มันน่าจะสร้างสีสันให้การต่อสู้ของท่านได้มากกว่านี้ถ้าเอามาใช้

แล้วขวานอันเขื่องก็ถูกโยนลงตรงพื้นทรายหน้าสเวน

...หวังว่าอาวุธชิ้นนี้จะไม่ทำให้การต่อสู้ของท่านมันจืดชืดจนเกินไป คาร์ลต่อให้จบประโยค

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

2

(3/12/49)

การต่อสู้นัดแรกเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังการให้สัญญาณจากคนสนิทจาเน็ก คู่ต่อสู้ซึ่งเบ่งกล้ามไปมาบรรจงสาวเท้าเข้าหาร่างของเสนาบดีผมแดงซึ่งเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด สเวนปรายตาไปทางขวานขนาดยักษ์ที่กองอยู่บนพื้นเพียงแวบเดียว แล้วจึงชักสายตากลับโดยไม่คิดจะแตะต้องมัน

...คาร์ล ที่แกเลือกอาวุธแบบนี้ให้ข้า เพราะรู้อยู่แล้วใช่มั้ย?...

เป็นอะไรไปนายกองแห่งแอซการ์ด? กลัวจนตัวสั่นไม่กล้าหยิบอาวุธขึ้นสู้เลยรึ? ฝ่ายตรงข้ามส่งคำสบประมาท แต่สเวนเพียงแต่เมินเฉย พาให้กองเชียร์ซึ่งโดนบังคับให้เอาหัวตัวเองเป็นประกันพากันนั่งอย่างกระสับกระส่าย หัวหน้า.. หยิบขวานขึ้นมาสู้สิครับ... ทหารแว่นบ่นอุบอิบ ทำให้นายปากต่อปากที่นั่งเหงื่อแตกอยู่ข้างๆอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ ใครจะไปใช้ขวานอันเท่าช้างขนาดนั้นสู้ได้วะ?! แค่ยกก็ยกไม่ขึ้นแล้ว แบบนี้มันขี้โกงชัดๆ!

คาร์ล! เลิกเล่นบ้าๆแบบนี้สักที! ลอร์ดสเวนไม่ใช่นักรบ แบบนี้มีหวัง---

ท่าทางพวกแกจะยังเข้าใจอะไรผิดอยู่นะ... คาร์ลบอกเสียงเรียบ เบิกตาดูให้ดีก่อนซี่...

แล้วพวกเขาก็ได้ยินเสียงขวานหนักๆซัดลงไปบนพื้นร่วนจนต้องหันกลับไปจดจ่ออยู่ที่การต่อสู้ สเวนหลบขวานเหล็กกล้าที่แฉลบแขนลงปักพื้นเพียงเฉียดฉิว ก่อนจะถือจังหวะนั้นเข้าประชิดอีกฝ่ายและคว้ามีดพกซึ่งสอดไว้ในฝักข้างเอวนักรบร่างยักษ์ออกมาเป็นของตัวเอง คนที่ถูกขโมยอาวุธสำรองส่งเสียงคำรามอย่างไม่พอใจและเหวี่ยงขวานเข้าใส่ร่างที่เล็กกว่าอีกครั้ง หวังขยี้ให้แหลกคามือ แต่ชายผมแดงก็กระโดดหลบได้อย่างงดงามและปักมีดเล่มยาวเข้ากลางหลังของฝ่ายจู่โจม เสียงร้องโหยหวนดังสะท้านไปทั่วบริเวณ แต่ไม่ช้าก็ขาดห้วงพร้อมๆกับเจ้าของร่างที่ล้มตึง...นิ่งสนิทอยู่บนพื้น

เหล่านักรบฝ่ายกบฏหรือแม้กระทั่งฝ่ายแอซการ์ดต่างเหลือกมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชนิดตาถลนแทบหลุดออกมาจากเบ้า

-หัวหน้าเก่งเหมือนกันแฮะ... ทหารปากต่อปากพึมพำ

ไม่ใช่แค่เก่ง แต่โคตรเก่งมากกว่ามั้งครับ? หนุ่มแว่นเสริม รอยยิ้มเปี่ยมหวังเริ่มผุดพรายขึ้นบนใบหน้า แต่ไม่ทันไรเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเกลียดชังก็ดังมาจากรอบด้าน พาให้คนเป็นลูกน้องหดเหลือจุดเล็กๆเท่าเดิม

ว้า... นกกระจอกไม่ทันกินน้ำเลย สงสัยข้าจะประเมินฝีมือไอ้ยักษ์งั่งนั่นสูงไปหน่อย... คาร์ลเปรยขึ้นโดยไม่สนใจว่ากำลังดูถูกพรรคพวกฝ่ายตัวเองแค่ไหน ซึ่งเมื่อเหล่านักรบหันไปมองทางผู้นำเป็นเชิงคับข้อง ก็เห็นเพียงประกายพึงพอใจจากแววตาอันร่วงโรย สเวนติดใจสภาพของจาเน็กพอสมควรแต่ก็ละสายตาจากชายแก่อย่างรวดเร็วเมื่อคู่ต่อสู้รายถัดไปแยกออกจากแถวมารออยู่ตรงหน้า

การต่อสู้แบบตัวต่อตัวที่เอาชีวิตของคนสองฝ่ายเดิมพันยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ สเวนทำได้ดีเกินคาด และเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยการแย่งอาวุธสำรองอีกสองครั้งจนคู่ต่อสู้คนที่สี่ ซึ่งเป็นชายหน้าผอมไว้หนวดเคราสีดำยาวตัดสินใจถอดมีดพกของตัวเองออกจากเข็มขัดและโยนทิ้งไปก่อน

เสนาบดีผู้สิ้นชื่อแห่งแอซการ์ด... ถ้าคิดว่ามุขเดิมๆจะใช้ได้ผลกับข้าก็เสียใจด้วย ...หึหึหึ... นักรบหนวดดำว่า ก่อนจะพึมพำด้วยเสียงทุ้มต่ำ อ้อมกอดทลายภูผา (Embrace of Mountain Break)... สิ้นคำ กล้ามเนื้อที่ลำแขนของเขาก็ปูดโปนไปด้วยหลอดเลือด ก่อนจะขยายขนาดขึ้น

ฮ่าๆๆ... ด้วย GIFT ของข้า... ข้าจะบดขยี้แกด้วยมือเปล่าให้ดู...

ถ้ามีปัญญาก็เอาสิ? สเวนบอก และเนื่องจากไม่มีอาวุธให้แย่งเขาก็เลยหยิบลูกหินกลมซึ่งเรืองแสงสีฟ้าออกจากใต้เสื้อคลุมทันทีและปาเข้าใส่คนที่ยังพล่ามไม่จบดี เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่ว แต่ก่อนที่สเวนจะได้โล่งใจ คู่ต่อสู้สีหน้าเหยเกก็พุ่งพรวดออกมาจากเปลวระเบิดสีฟ้าสว่าง

ไอ้...! ตายยยย!! นักรบหนวดดำโถมเข้าหาชายหนุ่มราวกับวัวคลั่ง ความเร็วที่เพิ่มพูนในชั่วพริบตาทำให้สเวนไม่อาจหลบพ้น แต่ก็ไม่เร็วพอที่จะหยุดประกายสีฟ้าที่สว่างวาบจากอุ้งมือของเขาได้

...ทำลายสเถียรภาพหน่วงเวลา!... สเวนยัดลูกหินสีน้ำตาลก้อนน้อยเข้าไปในปากที่กำลังแผดเสียงของคู่ต่อสู้อย่างไม่ลังเล และถีบร่างที่พุ่งเข้าใส่สุดแรง แม้ฝ่ายที่กระเด็นดูเหมือนจะเป็นตัวเองมากกว่าแต่นัยน์ตาสีแดงก็ทอประกายแห่งชัยชนะ

...จบสิ้นกันที!...

เสียงระเบิดทึบๆดังอัดขึ้นจากภายในของคนที่กำลังกุมคอของตัวเองตามมาด้วยการปริแตกของช่องท้องและเลือดข้นคลั่กที่พุ่งกระจายออกมาทางปาก ห่าฝนเลือดปนอวัยวะภายในที่แตกกระจายไม่ใช่สิ่งที่น่าโสภาเท่าไหร่จนคนดูที่อยู่ในรัศมีพากันเบือนหน้าหนี สเวนเองก็ไม่ได้ชอบใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนักและยกแขนขึ้นกัน

เป็นพลุที่งดงามมากท่านลอร์ด ทำได้ดีๆ คาร์ลปรบมือพร้อมชมเปาะ น้ำเสียงจริงใจแต่สายตาช่างเปี่ยมด้วยความเย้ยหยัน ซึ่งสเวนก็ทำเป็นไม่ได้ยินและเพียงแต่ปาดเลือดคู่ต่อสู้ออกจากใบหน้า ลมหายใจที่เคยผ่อนเข้าออกช้าๆเริ่มไม่สม่ำเสมอ แต่คู่ต่อสู้คนต่อไปก็มายืนรอท่าเสียแล้ว สเวนเหยียดตัวขึ้นตรง มือควานเข้าไปใต้เสื้อคลุมนับลูกหินที่เหลืออย่างครุ่นคิด

...เหลือหินผนึกอีก 5 ก้อนเล็ก...

...เหลือคู่ต่อสู้อีก 6...

...ยังไงก็ไม่พอ ความจริงแล้วเราสร้างระเบิดขึ้นจากวัตถุอย่างอื่นก็ได้ แต่ทำแบบนั้นจะต้องใช้พลังมากกว่าเดิมมาก ร่างกายคงทนได้อีกไม่นาน การใช้พลัง GIFT ในสภาพนี้มีแต่จะทำให้เราเสียเปรียบมากขึ้น...

...เพราะไงๆคาร์ลก็ไม่ปล่อยเราไว้แน่ต่อให้ชนะ ที่ส่งคู่ต่อสู้ระดับนี้ออกมาเพราะคงหาคนที่เก่งกว่านี้ในบรรดากบฏไม่ได้แล้วมากกว่า มันจงใจทำให้เราเหนื่อยแต่ก็ต้องสู้ต่อไปเรื่อยๆ เต้นไปตามกติกาของมันเพราะหวังที่จะรอด...

...ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่? หรือว่าเป็นแค่ความสะใจที่ได้เค้นลูกไก่ในกำมือให้แหลกอย่างช้าๆกันล่ะไอ้พวกศาสนจักร...

การต่อสู้นัดถัดมาจบลงด้วยชัยชนะของสเวนเช่นเคย ตอนนี้เหล่าคนดูที่เคยตะโกนด่าทอและดูถูกเสนาบดีแห่งแอซการ์ดเริ่มจะมองชายผู้นี้ใหม่แล้ว คาร์ลยังคงนั่งดูการต่อสู้จากบนตอไม้อย่างอารมณ์ดี ในขณะที่ผู้นำกองกำลังกบฏจาเน็ก วิกเตอร์ก็เอ่ยขึ้นด้วยแววตาเป็นประกาย

...หึ หึ หึ... การแสดงของท่านเข้าท่าทีเดียวท่านทูตกายอมตะ... ไม่นึกว่าขุนนางแอซการ์ดธรรมดาคนหนึ่งจะมีปัญญาสู้ได้ขนาดนี้

ท่านจาเน็กถูกใจข้าก็ยินดี คาร์ลตอบ

ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของ สเวน เอกลาสในแง่นี้มาก่อน... เคยได้ยินแต่ว่าเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์แห่งแอซการ์ดผู้มักใหญ่ใฝ่สูง เฉลียวฉลาดด้านกำจัดก้างขวางคอด้วยวิธีสกปรก...

ท่านเคยได้ยินเรื่องสุนัขจนตรอกหรือเปล่า? คาร์ลถามโดยไม่หันไปมองคู่สนทนา นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจับอยู่ที่การเคลื่อนไหวของเสนาบดีที่กำลังหลบการแกว่งขวานของคู่ต่อสู้รายที่ 6 อย่างเอาเป็นเอาตาย

สุนัขจะกัดเก่งที่สุดก็เมื่อสิ้นทางไป ...ตอนที่รู้ตัวว่าจะต้องตายไงล่ะ...

ไอ้คาร์ล...!! ทหารแอซการ์ดอาวุโสทนฟังคำเปรียบเปรยไม่ได้อีกต่อไปและทำท่าว่าจะลุกขึ้นไปอัดชายหน้าบากให้รู้เรื่อง จนเพื่อนอีกสองคนแทบจะฉุดเอาไว้ไม่อยู่ คาร์ลจุ๊ปากอย่างรำคาญแต่ก็เอามือกั้นไม่ให้นักรบที่ยืนเฝ้าเสียบหอกทะลุร่างคนก่อกวน

ลูกน้องวุ่นวาย... หัวหน้าก็รับโทษไปละกัน คาร์ลชี้นิ้วให้สัญญาณ และหนึ่งในคนอารักขาจาเน็กที่ยืนดูการต่อสู้อยู่ขอบสนามก็ง้างธนูขึ้น เล็งไปที่ขาของเสนาบดีหนุ่มท่ามกลางความตกใจของทหารสามคนนั้น

อย่า---!!! นายทหารอาวุโสตะโกนสุดเสียงแต่ลูกธนูก็พุ่งออกไปเสียแล้ว อย่างไรก็ตามคนถูกเล็งกลับฉวยจังหวะนั้นล็อคคอของคู่ต่อสู้และเตะเข้าที่หลังเข่าของเขา ทำให้มือขวานทรุดตัวลงรับลูกธนูเข้าที่กลางอกพอดิบพอดี

ขอบใจ... สเวนหันไปบอกคาร์ลพลางเสยผมที่รกรุงรังระหว่างคู่ต่อสู้รายที่ 6 ล้มหงายลงบนพื้น ทำเอาคนฟังชอบอกชอบใจ ในขณะที่นายทหารตัวต้นเหตุเกือบจะหัวใจวาย

ไม่รู้จักคำว่าสิ้นหวังเลยนะ... ท่านลอร์ด คาร์ลพึมพำกับตัวเอง จากนั้นจึงบอกกับนายทหารอาวุโส มาได้เกินครึ่งแล้ว เหลืออีกแค่ 4 คน ถ้าลอร์ดสเวนชนะได้หมดพวกแกก็จะรอดตายแล้ว ตื่นเต้นมั้ย?

...แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับหัวหน้า...? ทหารแว่นตัดสินใจถามสิ่งที่คาใจมานาน

...ก็ขึ้นอยู่กับ...หลายอย่าง คาร์ลตอบ แต่สุนัขที่ดี จะปล่อยให้ตายไปก็น่าเสียดาย

ทำไมท่านถึงคิดว่ามันเป็นสุนัขที่ดี...ต่างจากหมาบ้าธรรมดาๆเล่า? หึหึ.. ถึงมันจะเก่ง แต่ฝีมือแค่นี้ยังไม่คุ้มกับการจะให้ข้าเลี้ยงมันไว้หรอก จาเน็กบอกราวกับรู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะพูดให้ตนได้ยิน แต่จากแววตากระหาย ไม่ว่าใครก็มองออกว่าต่อให้เก่งกว่านี้คนอย่างจาเน็กก็ไม่คิดจะเก็บเอาไว้ ชายแก่มองดูเสนาบดีหนุ่มพลาดพลั้งให้กับคู่ต่อสู้คนที่ 7 ด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว ระเบิดที่ปาพลาดทำให้สเวนถูกฟันเข้าที่สีข้างซ้ายซึ่งเคลื่อนไหวได้ช้าจากการบาดเจ็บเดิมอยู่แล้ว แต่เขาก็ตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการใช้ระเบิดหินผนึกที่กะว่าจะเก็บไว้ใช้ในนัดต่อๆไปจนหมด

แรงระเบิดทำให้คู่ต่อสู้รายที่ 7 พ่ายไปจนได้ สเวนยืนหอบอยู่ตรงกลางลานต่อสู้ คู่มือมีแนวโน้มเก่งขึ้นเรื่อยๆในขณะที่เรี่ยวแรงของเขากำลังถดถอย แต่เมื่อคู่ต่อสู้คนต่อไปมายืนรอ ชายหนุ่มก็ทิ้งท่าทีเหนื่อยอ่อนไปและกลับมายืนนิ่งด้วยสายตาที่แข็งกร้าวเหมือนเดิม

คาร์ลมองคู่ต่อสู้รายที่ 9 ของสเวนซึ่งเป็นนักรบในชุดพื้นเมือง หนึ่งผู้คุ้มกันจาเน็ก ปลีกตัวออกไปยืนรอข้างขอบเวทีประลอง

คำถามที่ท่านจาเน็กถามเมื่อกี้... ตอนนี้ก็สมควรแก่เวลาแล้ว... ข้ามีนิทานเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

3

(3/12/49)

ชายหน้าบากในชุดคลุมยาวเริ่มต้นเล่า

เสียงนั้นดังแทรกเข้ามาสู่บริเวณประลอง จนพวกที่กำลังลุ้นไปกับการต่อสู้สงบเสียงเอะอะลงและหยุดฟัง

คนสู้เองก็ได้ยิน สเวนหันหน้ามาทางคนเล่าแวบหนึ่งด้วยความข้องใจ แต่ก็ต้องรีบหันกลับไปรับมือลูกตุ้มขนาดมหึมาที่นักรบคนที่ 8 บรรจงซัดใส่

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... มีเด็กจรจัดคนหนึ่งระเห็จระเหเร่ร่อนอยู่ท่ามกลางสังคมอันเสื่อมโทรมเพียงลำพัง... เขามีผมสีแดงเพลิง นัยน์ตาสีเลือด เป็นลักษณะอัปมงคลตามความเชื่อในสมัยนั้น จึงถูกทอดทิ้งตั้งแต่ยังเยาว์วัย...

เด็กที่ไหนวะ? ฟังดูคุ้นๆ น่าสงสารจังว่ะ! นักรบคนที่ 8 บอกพลางเหวี่ยงลูกตุ้มหมายเข้าที่กลางตัวของเสนาบดีผมแดง ซึ่งเพียงแต่ทำหน้าเหนื่อยหน่ายและบิดตัวหลบ

เด็กคนนั้นใช้ชีวิตไปตามยถากรรม ปราศจากคนเหลียวแล หลังจากโดนทารุณกรรมด้วยวิธีต่างๆนานา สุดท้ายเขาก็ค้นพบวิธีใช้ GIFT ของตัวเอง... ความสามารถในการสร้างระเบิดจากวัตถุ ...แต่ยิ่งสร้าง แทนที่จะเลิกโดนรังแกกลับถูกทำร้ายและรังเกียจมากกว่าเดิม ผู้คนหวาดผวาความสามารถที่อาจจะมาลอบกัดตัวเอง กลัวว่าเด็กคนนี้จะสร้างระเบิดขึ้นมาทำร้าย สุดท้ายเด็กซึ่งขาดที่พักพิงและโดนรังเกียจจึงหันเอาความเกลียดนั้นใส่คนอื่นบ้าง... ซากศพจากระเบิดของเด็กคนนั้นค่อยๆกองทัพถม จากคนแรก เป็นคนที่สอง คนที่สาม...

ไม่เห็นจะเก่งอย่างในเรื่องเล้ย!! ฝ่ายบุกยังคงบุกต่อเนื่อง ในขณะที่คนซึ่งไม่เหลือทั้งหินผนึกและอาวุธทำได้เพียงหลบอย่างเดียว ไอ้ความสามารถสร้างซากศพเป็นภูเขาเลากามันหายไปไหนหมดวะ?! นักรบฟาดลูกตุ้มอีกครั้ง และเมื่อสเวนหลบก็เข้าทางพอดี ลูกเตะที่ตามมาติดๆทำให้คนหลบเสียหลักล้มถไลไปบนพื้น

...จนวันหนึ่งที่เด็กนักฆ่าผู้น่าสงสารอยากหลุดพ้นจากสภาพที่ตัวเองเป็น เขาทรมานกับการที่ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดผวาเพราะมีแต่คนหมายจะฆ่า ในขณะที่ตราหน้าเขาว่าเป็น หมาบ้าลอบกัด เพียงเพราะปกป้องตัวเอง เขาเดินทางมาที่เมืองหลวง ...เปี่ยมด้วยหวัง... และสมัครเข้าเป็นทหารแห่งอาณาจักร แม้จะเข้าไปในกองพันระดับสี่ซึ่งถือว่ามีแต่เศษเดนและพวกไร้ความสามารถเท่านั้น แต่เด็กชายตัวน้อยๆก็ได้ค้นพบสิ่งที่ตามหา...

...ความเชื่อใจ...และการปกป้องจากผู้อื่น ......ไม่ว่าเด็กคนไหนก็อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น... จริงมั้ย?

...ไอ้บ้าคาร์ลมันจะเล่าหาพระแสงอะไร... เด็กคนเดียวกับในเรื่องที่ตอนนี้แก่แล้วทำหน้ายุ่ง ก่อนจะซัดทรายเต็มกำมือใส่หน้าของคู่ต่อสู้ซึ่งไม่ทันระวังตัว

...เพชร ต่อให้ตกอยู่ในโคลนตมสักวันก็จะต้องถูกค้นพบ และเป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่อหลายปีต่อมาฝีมือและปฏิภาณไหวพริบของเด็กชายผู้นั้นก็เป็นที่ประจักษ์ต่อเบื้องบน จึงมีการเลื่อนขั้นให้เขาเป็นลำดับ จากกองพันสี่ เป็นสาม สอง หนึ่ง...

...จนเป็นเสนาบดีที่ปรึกษา? หนุ่มแว่นเดาแทรกเบาๆ แต่ก็โดนสายตาสะใจมองกลับ

เปล่า... สายกองทัพ ใหญ่สุดก็ต้องเป็นแม่ทัพสิถึงจะถูก... คาร์ลบอก

...แม่ทัพ...? ......อย่างหัวหน้าสเวน??

พอเถอะ... ยอมแพ้ซะ สเวนบอกนักรบคนที่ 8 ซึ่งพยายามขยี้ทรายออกจากตา แต่ฝ่ายนั้นก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง กะอีแค่ฝุ่นเข้าตา! คิดว่าพูดแบบนี้แล้วข้าจะเปลี่ยนใจไม่ขยี้แกเรอะ?! เพ้อฝันไปแล้วไอ้สวะแอซการ์ด!! เขาว่าพลางแกว่งลูกตุ้มเตรียมโจมตีอีกรอบ

...จริงๆไม่อยากใช้วิธีนี้เลย...

...แต่แกบังคับข้าเองนะ...

...เปรี๊ยะ..

ทันใดนั้นประกายสีฟ้าขนาดเล็กจำนวนมากก็สาดส่องออกมาจากใบหน้าของนักรบคนนั้น ตามมาด้วยเสียงระเบิดขนาดเล็กของเม็ดทรายนับร้อยที่เกาะอยู่ตามผิวหนังและลูกตา ชายร่างยักษ์แหกปากร้อง แต่แรงเหวี่ยงลูกตุ้มของตัวเองก็พาให้ร่างเซถลาไปปะทะกับพวกคนดู ระเบิดขนาดเล็กเพียงเท่าเม็ดทรายไม่อาจสร้างความเสียหายได้มากนัก แต่เมื่อโดนเข้าที่ผิวหนังอ่อนบางอย่างดวงตาก็ส่งผลร้ายแรงได้มากเช่นกัน ซึ่งเป็นการถนอมการใช้พลัง GIFT ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

อ้ากกก... อาาาา....!! ตาข้า... ตาข้า!!! นักรบคนที่ 8 กรีดร้อง แต่ก็พยายามลุกขึ้นยืนทั้งๆที่ควันคุกรุ่นยังคงลอยออกจากใบหน้าอันไหม้เกรียม แต่ผู้คุ้มกันจาเน็กซึ่งมารอประมือเป็นคนที่ 9 ก็ก้าวเข้ามาในเขตประลองเสียก่อน

หัวหน้ากองกำลังฝ่ายแอซการ์ด คู่ต่อสู้คนที่ 9 ก็คือข้า...

เดี๋ยว! ข้ายังไม่แพ้--

พอเถอะมีเร็ก สารรูปอย่างนั้นสู้ไปก็นำความเสื่อมเสียมาให้ฝ่ายเราเปล่าๆ ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง พูดจบผู้คุ้มกันจาเน็กก็สาวเท้าฉับๆเข้ามาหาสเวน ซึ่งก้าวถอยหลังเว้นระยะห่างทันที

จะหนีไปไหนลอร์ดสเวน? จำได้ว่าเมื่อครั้งเซอร์ฮิวเบิร์ด แกลลัป ผู้นำกองทัพแอซการ์ดคราก่อนยังยืนหยัดต่อสู้อย่างกล้าหาญจนวินาทีสุดท้าย ผู้คุ้มกันจาเน็กกล่าวเปรย

นี่กะจะไม่ให้ข้าพักหายใจสักนาทีเลยสินะ... ถึงรีบสู้ไปพวกเราก็ยังเป็นแค่ สิ่งบันเทิง ในสายตาของผู้ชายคนนั้นอยู่ดี สเวนพาดพิงถึงคาร์ล ซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายก็เข้าใจตรงกัน

...ข้าไม่สนหรอกว่ามันจะคิดยังไง เพราะข้าสู้เพื่อท่านผู้นำเท่านั้น

แล้วผู้คุ้มกันจาเน็กก็ชักขวานคู่ออกมา แต่สเวนสังเกตได้ว่าการเคลื่อนไหวของเขามีช่องว่างเต็มไปหมดและปราศจากรังสีแห่งการฆ่าฟัน

เตรียมตัวตายได้แล้ว ลอร์ดแห่งแอซการ์ด..! ขวานลุ่นๆพุ่งเข้าหาศีรษะของเสนาบดีหนุ่ม แต่เขาก็ย่อหลบอย่างไม่ยากลำบากนัก จังหวะที่ขวานตัดผ่านสเวนก็เอ่ยถามคนที่โถมเข้ามาเบาๆ

แล้วแกแน่ใจได้ยังไงว่าผู้นำของแกไม่ได้ถูกควบคุมอยู่?

...... คนคุ้มกันจาเน็กโจมตีต่อ แต่เนื่องจากวอกแวกจากคำถามเมื่อครู่ทำให้พลาดเป้าไปถนัด สเวนจึงถามซ้ำ แน่ใจได้ยังไงว่าสุดท้ายแล้ว... ผู้นำของแกจะไม่ได้เป็นเหมือนทหารแอซการ์ดที่ยืนเป็นผีดิบตายซากอยู่หลังแถว?

หึ... นักรบผู้คุ้มกันจาเน็กเป็นฝ่ายดีดตัวออกห่างสเวนเอง ช่างสังเกตดีนี่ ลอร์ดแห่งแอซการ์ด

สเวนตีสีหน้าเคร่งขรึม แต่ในใจกำลังขบคิด ...ตอบแบบนี้หมายความว่า พวกทหารสวมชุดเกราะแอซการ์ดที่ปนอยู่ในกองทัพกบฏเป็นทหารแอซการ์ดของแท้จริงๆ...

...แต่ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก... พวกนั้นเป็นของขวัญที่ท่านทูตคนก่อนทิ้งไว้ให้

คือเซราฟิม?

แต่ไม่ทันที่จะได้รับคำตอบ ขวานคู่ก็เหวี่ยงสะบัดแบบส่งๆอีกครั้ง สเวนถอยไปด้านหลัง แต่ก็รู้สึกถึงเงาที่โถมอยู่เหนือไหล่ของตัวเอง

คาร์ล...?

สเวนเอ่ยชื่อผู้ที่น่าจะเป็นแค่คนดูอย่างแปลกใจ ผู้คุ้มกันจาเน็กจดจ้องชายผมเทาในชุดคลุมยาวที่จู่ๆก็ลงมาในสนามต่อสู้ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ ...ท่านทูตกายอมตะ ท่านกำลังเข้ามาเกะกะในการดวลของข้า

ดวล? แบบนี้น่ะเหรอการดวลของเจ้า?

...เก็บคำสบประมาทของท่านไว้หลังจากข้าแพ้ก่อนเถอะ

งั้นก็แพ้ไปซะ!

ดาบท่อนเรียวเหวี่ยงตัดลำตัวและชุดเกราะที่หนาหนักของผู้คุ้มกันจาเน็กราวกับตัดกระดาษ นักรบที่เฝ้าดูอยู่รอบๆต่างมองร่างของนักรบที่เก่งที่สุดของตัวเองสิ้นชีพคามือของคนที่น่าจะเป็นพวกเดียวกันอย่างคาดไม่ถึง แต่การต่อต้านก็สงบลงทันทีเมื่อคาร์ลสะบัดดาบเปื้อนเลือดของตัวเองไปมาเฉียดหน้าทุกคนที่กำลังจะขยับตัว

ข้าให้มาสร้างความบันเทิงให้ท่านจาเน็ก ไม่ใช่ให้มาคุยเรื่อยเปื่อย! คาร์ลกล่าวเสียงกร้าว พลางชี้นิ้วสั่งนักรบที่ยืนตะลึงอยู่ใกล้ๆมาทำความสะอาด สเวนหันไปมองคนที่ควรจะเป็นเดือดเป็นร้อนที่สุดเมื่อผู้คุ้มกันถูกฆ่า แต่ผู้นำฝ่ายกบฏจาเน็ก วิกเตอร์ก็ยังคงนั่งนิ่งติดเก้าอี้แม้ว่าคนคุ้มกันคนอื่นๆของเขาจะเริ่มเค้นอาวุธในมืออย่างไม่เป็นมิตร

ข้าเกลียดไอ้พวกไม่รู้จักสำนึกบุญคุณแล้วยังอวดดีที่สุด! รู้ไว้ซะกองกำลังอิสรภาพกิ๊กก๊อกของพวกแกยังรอดอยู่ได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะมีคนอย่างข้าช่วยหนุนหลัง! ...จารึกลงไปในกะโหลกของพวกแกให้ดี...

แกฆ่าคนๆหนึ่งเพียงเพราะเหตุผลแบบนั้น... สเวนกล่าวอย่างสลด

มันก็ไม่ต่างจากที่ท่านฆ่าด้วยเหตุผลอื่นหรอก...ท่านลอร์ด คาร์ลตอบเรียบๆ น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ก่อนสงบลง เหตุผลในการฆ่า จะเป็นยังไงสำคัญด้วยเหรอ? ก็ในเมื่อท่านลอร์ดก็รู้ว่าผลลัพธ์มันเหมือนกัน... ท่านฆ่าคู่ต่อสู้ 8 คน เพื่อรักษาชีวิตเดนมนุษย์ 3 คน และถ้าทำได้ ท่านคงจะฆ่ามันเป็นรายต่อไป ข้าช่วยให้อะไรมันง่ายขึ้นสำหรับท่าน... ไม่ชอบใจหรือไง? เขาใช้เท้าเตะศพของนักรบออกไปให้พ้นทาง

...แบบนี้ก็เท่ากับว่าถ้าข้าชนะคู่ต่อสู้อีกคนเดียวก็จะครบ 10 และแกจะทำตามสัญญา

แน่นอน... ข้าเป็นคนรักษาคำพูด คาร์ลกล่าวพลางเดินไปยืนอีกฟากของเขตประลอง

เข้ามาเลยท่านลอร์ด... ข้าคือคู่ต่อสู้คนที่ 10 ของท่าน

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

4

(11/12/49)

...แกคือคู่ต่อสู้คนที่ 10?...

...คาร์ล... แก...

...ตั้งใจไว้แบบนี้ตั้งแต่ต้นแล้วสินะ... กะแล้วไม่มีผิด...

สเวนมองดูคู่ต่อสู้คนสุดท้ายด้วยสายตาเหยียดหยาม ...คนมากเล่ห์เพทุบาย เห็นชีวิตของคนอื่นเป็นแค่เครื่องฆ่าเวลา... คิดเสร็จด้วยความที่มือว่างจึงเหลือบมองขวานที่ควรจะใช้เป็นอาวุธตั้งแต่นัดแรกอีกครั้ง แล้วจึงคลึงข้อมือของตัวเอง

...ในสภาพนี้ โอกาสที่จะชนะคาร์ลต่อให้มันไม่มี GIFT เกราะสมบูรณ์แบบก็คงไม่ถึงหนึ่งในสิบ ถ้าบวก GIFT เข้าไปด้วยก็คง หนึ่งในล้าน...

...จะใช้ หรือไม่ใช้ขวาน ผลก็คงออกมาไม่ต่างสักเท่าไหร่... จะให้ฝืนใช้กำลังแขนคงไม่คุ้มกัน...

เป็นอะไรไป? ถ้าไม่หยิบขวานนั่นขึ้นมาใช้ ข้าเกรงว่าท่านอาจจะต้องใช้กระดูกรับคมดาบของข้าต่างโล่นะ... ชายผมเทาสังเกตอาการลังเลเพียงชั่วพริบตาของสเวนได้ในทันที

หึ... เลิกแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไรเถอะคาร์ล... เล่าชีวิตวัยเด็กข้าได้ลึกซึ้งอย่างกับเกิดมาเองขนาดนั้นแล้วจะไม่รู้ชีวิตวัยรุ่นของข้าเชียวรึ?

อ้อ... จริงสิ ข้ายังเล่านิทานค้างอยู่นี่หว่า...

ระหว่างพูดคาร์ลก็ถีบตัวจากพื้นเข้าจู่โจมสเวน ฝุ่นจากเท้าที่กระทบพื้นดินฟุ้งกระจายจนเห็นเพียงแสงสะท้อนจากคมดาบแปลบปลาบ แต่เมื่อทุกอย่างจางลงก็พบดาบปักอยู่ข้างแก้มของเสนาบดีหนุ่มโดยมีคาร์ลเอาเท้ายันศีรษะจากด้านบน

อะไรกัน... แพ้เร็วเกินไปหรือเปล่า...ท่านลอร์ด? เขาก้มลงถามใบหน้าที่อยู่ใต้รองเท้าของตัวเองอย่างหงุดหงิด ยังไม่ทันแสดงฝีมือให้ข้าดูเลย ไหงทรุดลงไปแบบนั้นล่ะ?

...มันลื่นน่ะ... สเวนกล่าวเสียงแผ่ว คำพูดถูกกลบด้วยการหอบ

โอ๊ะโอ๋... ไม่ไหวแล้วงั้นเหรอ? เมื่อกี้ยังปากดีอยู่เลยเชียว คาร์ลถอนเท้าออก แต่คนที่นอนคว่ำอยู่บนพื้นกลับไม่ขยับเขยื้อน ดวงตาสีแดงที่เคยคมบาดกลับจับไปที่พื้นอย่างเหม่อลอย

...ของเล่นเจ๊งซะแล้ว...

หัวหน้าสเวน! ไอ้พวกกบฏ...ไอ้ปีศาจเอ้ย!!! ฝ่ายคนดูสามคนซึ่งนั่งเป็นไม้ประดับมานานอดรนทนไม่ได้อีกต่อไปและตัดสินใจอย่างบ้าคลั่งที่จะลุกขึ้นมาแหกปากร้องพลางวิ่งเข้าหาลานประลองโดยไม่สนถึงผลที่จะตามมา แต่คาร์ลก็ปล่อยให้พวกนั้นทำตามอำเภอใจ ทหารแอซการ์ดทั้งสามนายเข้ามาล้อมอยู่รอบๆเสนาบดีหนุ่ม พลิกร่างของเขาหงายขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้น เหงื่อไหลอาบหน้าและลำตัวของคนที่สู้ติดกันมานานเกินขีดจำกัดของตัวเอง

แต่สักพักสเวนก็ดันตัวขึ้นท่ามกลางการพยุงของลูกน้อง ยัง... ยังหรอก...

ไม่ได้หรอกท่านลอร์ด ท่านแพ้แล้ว.. แถมทางนั้นกำลังอยากเห็นเกมลงทัณฑ์เสียด้วยสิ คาร์ลบอกพลางหันไปทางผู้นำฝ่ายกบฏซึ่งเริ่มตาลุกวาว เอาเลยท่านทูตกายอมตะ... ข้ารอมานานแล้ว... ลงโทษมันให้สมน้ำสมเนื้อ เท่าเทียมกับการเป็นปรปักษ์ต่อผืนแผ่นดินนี้ ให้ไม่ด้อยไปกว่าขุนพลของแอซการ์ดคนก่อน...

แค่นี้ยังสะใจไม่พออีกหรือไง?! ทหารแว่นกับทหารอาวุโสซึ่งพยุงสเวนอยู่ถามจาเน็กด้วยความโกรธระคนอัดอั้น แม้นายปากต่อปากคิดอยากจะขอความเมตตาจากอีกฝ่ายนิดหน่อย แต่ลงท้ายก็พยักหน้าตามเพื่อน ซึ่งทางจาเน็กเพียงแต่ส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างสะใจเมื่อเห็นสภาพสิ้นหวังของพวกเขา

ฆ่าพวกเราเลยดีกว่า... ลุงอาวุโสร้องขอ แต่คนที่หายใจระรวยระรินที่สุดก็ส่ายหน้า คาร์ล เกมบ้าบอของแก... ข้าจะเล่น... ว่ามาสิ

...ตอนต่อของนิทาน... คาร์ลโพล่งขึ้นแทนคำอธิบาย หลังจากอดีตเด็กจรจัดกลายเป็นที่ชื่นชอบของขุนนางระดับสูงมากขึ้น... คนในกองพันหนึ่งที่ไม่เคยเห็นหัวชายผมแดง ก็เริ่มหวาดกลัวเขา... ไม่สิ กลัวว่าอำนาจจะหลุดมือต่างหาก ...พวกนั้นค้นหาสิ่งที่เป็น จุดอ่อน ของชายหนุ่มและก็พบสิ่งที่เข้าตาอย่างจัง

...คาร์ล จะพล่ามไปอีกนานแค่ไหน?...

จุดอ่อน... ก็คือกองพันสี่นั่นเอง เรื่องมันมีอยู่ว่าสมาชิกในหน่วยที่ชายผมแดงเคยอยู่ วันหนึ่งก็ได้รับคำสั่งให้ไปรบ ...แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครรอดกลับมาอีกเลย อันนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของแผนการของพวกที่เป็นปรปักษ์ชายผมแดงด้วยซ้ำ มันเกิดขึ้นโดยบังเอิญ... เพราะกองพันสี่ก็คือ กระดาษชำระใช้แล้วทิ้ง ของอาณาจักรแอซการ์ดตั้งแต่แรก ไม่มีใครคิดจะเป็นห่วงเป็นใยหรือเห็นค่าอะไรอยู่แล้วต่อให้ชีวิตของคนในกองนั้นถูกใช้อย่างทิ้งขว้าง ...แม้กระทั่งเด็กหนุ่มที่จากมา พอตัวเองได้ไปสู่ที่ๆดีกว่าก็ลืมรากเหง้า... กว่าจะรู้เรื่องที่พรรคพวกถูกส่งไปตายก็สายไปเสียแล้ว

...สเวน ถ้าได้เป็นใหญ่เป็นโตในวันข้างหน้าแล้วอย่าลืมกองพันสี่เสียล่ะ...

...พวกเราคงคิดถึงปากเสียๆของแกแย่...

ภาพพวกพ้องที่เปรียบเสมือนครอบครัวแรกของเด็กที่หลงทางสว่างอยู่ในความทรงจำของสเวน เปลือกตาที่หนักอึ้งมานานแสนนานเริ่มปรือลง

...ใช่... คาร์ลพูดถูก... เขาลืม... ช่วยใครไว้ไม่ทัน... ไม่เลยสักคนเดียว...

แก...เล่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับลอร์ดสเวนอยู่เหรอเนี่ย?? หนึ่งในทหารแอซการ์ดถามเสียงอ่อย หัวหน้า... หรือว่าที่เอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องพวกเราจากใบมีดลมเพราะท่าน...นึกถึงเรื่องนั้น...

......

ตั้งแต่นั้นมา ชายผมแดงจึงเริ่มเข้าไปดูแลกองพันสี่...เพราะไม่อยากเห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง เขาช่วยกองพันสี่อยู่เบื้องหลังโดยที่น้อยคนนักจะรู้ว่าเขาทำแบบนั้นและน้อยยิ่งกว่าสำหรับคนในกองพันสี่เอง ...ไอ้ที่ทำดีแต่ไม่อยากให้ใครเห็น... สงสัยจะเพราะกลัวเสียฟอร์มละมั้ง? คาร์ลสบตาสเวนครู่หนึ่งแต่อีกฝ่ายก็โซมเกินจะตอบโต้ ...แต่ใครจะไปคิดว่า ความดีไม่กี่อย่างที่เขาทำจะกลายเป็นสิ่งชักนำจุดจบของอนาคตอันสดใส...

สเวนหลบเลี่ยงสายตาสงสัยของบรรดาลูกน้อง เขาไม่อยากตอบคำถาม อารมณ์มากมายที่ตกเป็นตะกอนกำลังถูกกวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

... ตอนนั้นข้ามันโง่และอ่อนต่อโลกเสียจนน่าขำ...

พวกขุนนางที่ประสงค์ร้าย...ฉวยโอกาส... จ้างคนในกองพันสี่ให้ร่วมจัดฉากด้วยเงินเพียงไม่มาก ทำเป็นว่าตกอยู่ในวงล้อมศัตรูและจะต้องตาย ล่อให้ชายผมแดงออกมาช่วย ...แผนสำเร็จอย่างงดงาม และหลังเหตุการณ์นั้นชายผมแดงก็ต้องวางมือจากการทหารสมตามความปรารถนาของฝ่ายตรงข้าม โดยเบื้องบนสรุปสาเหตุว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ ...แต่จริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้นข้าก็อยากรู้เหมือนกัน...เพราะฉลาดๆอย่างนั้นคงไม่เผลอทำมือตัวเองขาดทั้งสองข้างหรอกมั้ง?

มือ...ขาด...? คนที่พยุงดึงแขนสเวนขึ้นมาทันที แต่มันก็ยังดูปกติดีเหมือนเดิมทุกอย่าง

GIFT ในโลกนี้มีมากมาย... ถ้าจะหา GIFT สักอันสร้างภาพลวงตามือขึ้นมาคงไม่ยากเท่าไหร่ใช่ไหมท่านลอร์ด? คาร์ลหันไปถามสเวน แต่คนที่นั่งกึ่งนอนก็เพียงแต่แค่นยิ้ม ไม่ใช่ภาพลวงตา... แกก็แค่เห็นอย่างที่อยากเห็นเท่านั้นเอง...

 ภาพลวงตาพันหน้า งั้นรึ? ใช้กับมือได้ด้วยแฮะ แปลกดี แล้วจริงๆตรงนั้นมีอะไรแทนที่กันล่ะท่านลอร์ด...

สนใจไปทำไม? ก็มือนั่นแหละคาร์ล...

แต่ข้าสงสารท่านจริงๆนะ ท่านผันตัวเองเป็นเสนาบดีเพื่อล้างแค้นใช่ไหมล่ะ? ความปรารถนาที่จะเป็นแม่ทัพอะไรมันก็ไกลเกินฝันไปแล้วล่ะ แต่ไอ้พวกเลวๆที่โดนท่านเอาคืนกลับกลายเป็นแกะที่น่าเวทนาในสายตาคนอื่นในขณะที่ท่านมันก็แค่เสนาบดีเลือดเย็น แถมไปๆมาๆสุดท้ายก็โดนไอ้พวกทรงอำนาจโยนทิ้งลงมาที่กองพันสี่อยู่ดี รู้มั้ยว่าข้าแปลกใจแค่ไหนตอนที่ชวนท่านเป็นพวกแล้วท่านปฏิเสธ?

แล้วเสียงกระซิบที่ทำให้สเวนแปลกใจก็หลุดออกมา ...ข้าจะให้โอกาสสุดท้าย เข้าร่วมกับฝ่ายเราเถอะท่านลอร์ด รับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวัง

...เข้าร่วม...? โดยไม่มีเงื่อนไข?

มีแค่อย่างเดียว... แค่ท่านต้องรับ หยาดน้ำตาแห่งสวรรค์ ไป ซึ่งจะเปลี่ยนให้ GIFT ของท่านทรงพลังขึ้นจนเป็นประโยชน์ต่อพวกเรา

...หยาดน้ำตาแห่งสวรรค์?...

เหล่าลูกน้องมองมาที่สเวนเป็นทางเดียวด้วยเชื่อว่าคนเป็นหัวหน้าต้องตอบรับเป็นแน่

แต่สเวนกลับหัวเราะ

อ้อ... ที่แท้ให้ไอ้หยาดนั่นกับจาเน็กสินะ ฮะๆ ทำให้ GIFT ทรงพลังขึ้นบวกกับกลายเป็นไอ้บ้าที่กระดิกหางให้แกดิ๊กๆ ...ไม่ล่ะคาร์ล ขอผ่าน

-หัวหน้า...

แล้วจะบอกอะไรให้รู้ไว้อีกอย่าง... แกดีกับข้าเพราะคิดว่าข้าเหมือนแก แต่ความจริงแล้วเราไม่มีอะไรเหมือนกันสักนิด ไม่มีเลย โดยเฉพาะไอ้ความวิปลาสบ้าเลือดของแก ที่ชอบให้คนอื่นมองด้วยสายตาที่หวาดกลัว โกรธแค้น แต่ทำอะไรไม่ได้ ...อย่าพยายามหาพวกเลย...ไอ้ฟั่นเฟือน

ทหารแอซการ์ดต่างฟังคำด่าของคนเป็นหัวหน้าด้วยเหงื่อท่วมหน้า ...ด่าไม่เกรงใจเลยอ่ะ... ตายแหง... แบบนี้ตายแน่ๆ แง้~!!... นายปากต่อปากคิดในใจ ส่วนคาร์ลเพียงแต่ฟังคำด่าด้วยใบหน้านิ่งเฉย ในขณะที่พวกนักรบกบฏที่ได้ยินคำพูดของสเวนเริ่มส่งเสียงหัวเราะคิกคัก

ท่านนี่มัน... ...น่าผิดหวัง คาร์ลกล่าวพลางตีหน้าสลด แต่ดวงตาฉายแววโกรธกรุ่น ไม่ใช่เพราะคำพูดดูถูก แต่เพราะแววตาหยิ่งยะโสของเสนาบดีผมแดงจนถึงวินาทีสุดท้าย ท่าน...คงอยากเล่นเกมลงทัณฑ์เต็มแก่แล้วสินะ

รอจนจะหลับอยู่แล้ว สเวนตอบด้วยน้ำเสียงขบขัน

คาร์ลแสยะยิ้ม แล้วจึงกระชากผมของชายผมแดงเพื่อแยกเขาออกมาจากบรรดาลูกน้อง จะว่าไปแล้วก็น่ายินดีที่ท่านลอร์ดจะได้เล่นเกมที่ข้าตั้งใจออกแบบให้เหมาะกับท่านโดยเฉพาะ... เขาโยนร่างที่ไร้เรี่ยวแรงลงบนพื้น ชื่อเกมก็คือ... หวนรำลึกความหลังกองพันสี่... จากนั้นคนหน้าบากก็กราดมองไปทางทหารแอซการ์ดทั้งสามที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ เกมนี้จุดประสงค์ก็คือทดสอบความจงรักภักดีของผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีต่อท่านลอร์ด โดยให้ท่านออกคำสั่งกับสามคนนั่นตามที่กำหนด หากสามคนนั้นทำไม่ได้ ก็จะโดนฆ่าทิ้งทีละคน ...อย่างช้าๆ... แต่ถ้าทำได้ทุกข้อ พวกมันจะได้เป็นอิสระ

สเวนหลับตาพลางคิด คำพูดของคาร์ลยังคงใส่ความหวังลมๆแล้งๆไว้ด้วยตลอด ...อิสระ...? ...โกหกทั้งเพ... แต่เรื่องที่เขาเกลียดเกี่ยวกับเกมนี้ยังไม่จบแค่นั้น

...คำสั่งแรก... สั่งให้ลูกน้องของท่านหยิบขวานที่พื้นนั่นขึ้นมา คาร์ลกล่าวเสียงเย็น

-แค่นั้น? หนุ่มแว่นถามด้วยความสงสัย แต่สเวนก็ทำตาม... บอกให้นายปากต่อปากยกขวานนั้นขึ้นมา

...คำสั่งที่สอง... สั่งให้ลูกน้องของท่านใช้ขวานนั่นตัดมือท่านออก ...ทีละข้าง

บ้าน่า! คนเป็นลูกน้องแหกปากร้องด้วยความตกใจ แม้กระทั่งพวกกบฏที่เป็นคนดูยังส่ายหน้าด้วยรู้สึกว่าเป็นเกมที่สุดขั้วเกินไป ในขณะที่ผู้นำชรายังนั่งเท้าคางดูด้วยความพึงใจ

เข้าใจแล้ว...

อย่า!! ลอร์ดสเวน!!

ข้าสั่งให้พวกเจ้า... ตัดมือข้าออก ทีละข้าง

ไอ้คาร์ล! แกมันไม่ใช่มนุษย์! เหล่าลูกน้องไม่ขยับ คาร์ลเหลือบมองเสนาบดีหนุ่มเป็นเชิงไม่พอใจ สเวนจึงพยายามอีกครั้ง

พวกเจ้า... เขาลุกขึ้น พยุงตัวเดินเข้าหาลูกน้องทั้งสามก่อนจะล้มลงอีกจนพวกทหารต้องทิ้งขวานเพื่อมาพยุง

หัวหน้า! อย่าฝืนอีกเลย

ข้าไม่เป็นไร... สเวนบอก หยิบขวานขึ้นมา... ทำอย่างที่คาร์ลต้องการเถอะ...

ไม่! ให้พวกเราตายเสียยังจะดีกว่า!!

พวกเขามองผ่านเส้นผมสีแดงที่ตกลงปรกหน้าปรกตาของคนเป็นเจ้าของ ดวงตาสีแดงที่เคยแข็งกระด้างกลับทอดมองพวกเขาอย่างอ่อนโยน

ไม่ต้องห่วง... พวกเจ้าฟังเรื่องของคาร์ลก็รู้แล้วนี่นะ...ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าโดนแบบนี้ สเวนวางมือทั้งสองข้างที่เปรอะคราบเลือดลงบนพื้นทราย ตรงหน้าพวกเขา แต่ต่างกันที่... ข้าจะสูญเสียมันไปอย่างมีความหมาย... เพื่อรักษาชีวิตของสิ่งที่ข้าควรจะปกป้องได้...

หัวหน้า... ......

ไหนๆที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยฟังคำสั่งของข้ากันอยู่แล้ว ดังนั้น...ทำตามที่ข้าสั่งสักครั้งก็แล้วกัน... ราวกับริมฝีปากขาวซีดจะขยับยิ้มชั่วครู่ก่อนจะกลับเป็นเคร่งขรึมตามเดิม ศีรษะก้มลงสู่พื้น ไม่รู้ว่าเพราะเหนื่อยจนไม่มีแรงตั้งคอหรือเพราะไม่อยากให้ใครเห็นใบหน้าเวลาเจ็บปวดของตัวเอง รอบด้านเงียบสงัด ไม่มีแม้กระทั่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์น่ารำคาญดังมาจากเหล่าคนดู คนเหล่านี้เริ่มที่จะเคารพเสนาบดีฝ่ายศัตรูคนนี้เสียแล้ว น่าเสียดายที่คงต้องปล่อยให้ถูกฆ่าอย่างเจ็บปวดแสนสาหัสในฐานะสิ่งบันเทิงของชายหน้าบาก

ทหารแอซการ์ดทั้งสามลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลงมือท่ามกลางน้ำตาที่เริ่มหลั่งไหล ทั้งสามต้องช่วยกันออกแรงยกขวานด้ามเดียวพลางเล็งไปเหนือข้อมือของคนเป็นหัวหน้า พวกเขาอยากแกล้งทำพลาดด้วยซ้ำ แต่ถ้าทำแบบนั้นใครคนใดคนหนึ่งก็คงจะถูกสังหาร และคนที่เหลือก็จะต้องกระทำการโหดร้ายนี้ต่ออยู่ดี ให้มันจบๆไป... เร็วที่สุด เจ็บปวดน้อยที่สุด คงจะเป็นทางเดียว...

หัวหน้าสเวน...บ้าที่สุด... ขอโทษนะครับ...

...ทำซะ...

ครับ.....ฮึก...! ... ......ย้ากกกกกกกส์!!!

.......

...เปรี๊ยะ...!!

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

5

(11/12/49)

ทำลายเสถียรภาพธรณีพินาศ

..ปะทุ!!

เส้นแสงสีฟ้ากระจายออกจากนิ้วของเสนาบดีหนุ่มที่วางอยู่บนพื้นทรายก่อให้เกิดปฏิกริยาลูกโซ่แผ่ขยายไปรอบด้าน สเวนเงยหน้าขึ้น...กระชากตัวพลทหารสามคนที่ยืนเงื้อขวานค้างอยู่ให้หมอบลง คาร์ลมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตื่นตระหนกแต่ทุกอย่างสายไปเสียแล้ว

...โกหกน่า!! เจ้านั่นมันใช้กิฟท์สร้างระเบิดกับพื้น?!?!...

แต่ไม่ทันคิดจบเส้นกระแสพลังที่ขดตัวราวกับอสรพิษลวดหนามก็เต้นระเริงออกมาจากรอยปริแตกของแผ่นดินทั่วทุกสารทิศ พุ่งกระจายผ่านเท้าของกลุ่มกบฏไปไกลยิ่งกว่าด้านหลังสุดของแถว ก่อนที่เส้นแสงสีฟ้าจะขยายขนาด...กลืนกินทุกสิ่งจนขาวโพลนเพียงเสี้ยววินาที เสียงกัมปนาทดังกึกก้อง ดังยิ่งกว่าเสียงหวีดของใบมีดลมแทรกผ่านอากาศนับสิบเท่า ก่อนที่เปลวเพลิงสีฟ้าแสบตาจะลุกท่วมอาณาบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของกองกำลังแอซการ์ดจนหมดทุกอณู แล้วค่อยๆหดเล็กลงสู่สูญกลาง.... ซึ่งมีร่างของคนสี่คนกระจุกกันอยู่

สเวนใช้ความสามารถโดยเว้นให้บริเวณที่ตัวเองอยู่ไม่เกิดการระเบิด และใช้ร่างตัวเองกันเปลวเพลิงสีฟ้าที่ลุกลามเข้ามาไม่ให้เผาบรรดาลูกน้องไปด้วย... เขาใช้มือตบหลังเสื้อที่ติดเปลวสีฟ้าอย่างรำคาญ... ไฟที่เกิดจากความสามารถของตัวเอง ย่อมไม่ระคายผิวของคนสร้างเป็นธรรมดา

และแล้วเมื่อเพลิงสีฟ้าค่อยๆจางลง ทหารแอซการ์ดทั้งสามนายก็ค่อยๆเบิกตาขึ้น เพื่อพบว่าตัวเองยังมีชีวิต...

...และเมื่อมองไปรอบๆ ก็ได้ยลความพินาศของฝ่ายตรงข้าม นักรบกบฏที่เคยล้อมกรอบพวกเขาอยู่อย่างแน่นขนัด หายเรียบราวกับฝันร้าย จะมีเพียงเศษซากความฝันเหลืออยู่บ้างก็คือชิ้นส่วนดำๆไหม้เกรียมที่มีเพลิงสีฟ้าสดลุกท่วมอยู่เป็นหย่อมๆบนพื้นที่กลายเป็นหลุมขนาดยักษ์ พวกเขาต่างหันไปมองผู้บังคับบัญชาด้วยคำถามเต็มปาก แต่ดูเหมือนสเวนจะพบบางสิ่งที่ไม่ได้มอดไหม้ไปกับการระเบิดเมื่อครู่ด้วย

...คาร์ล รัมสเดน...

ยังอยู่จริงๆด้วยแฮะ... ความสามารถ เกราะสมบูรณ์แบบ นี่เล่นยากชะมัด สเวนกล่าวอย่างเซ็งๆพลางเสยผมที่ชุ่มด้วยเหงื่อจากการใช้พลัง GIFT เกินขนาด ส่วนชายหน้าบากเพียงแต่ถอดเสื้อคลุมสีขาวที่ไหม้ไม่เหลือชิ้นดีออกพร้อมฉีกยิ้มอันบิดเบี้ยว

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ท่านราชา

บุรุษผมทองนั่งนิ่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานชั่วครู่ ก่อนจะซบหน้าลงบนมือทั้งสองที่ประสานกันไว้

โอย... อยากจะบ้าตาย... เขาถอนหายใจพลางปรือตาสีฟ้ามองเอกสารที่กองอยู่ล้นโต๊ะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้?

แต่อีกฝ่ายท่าทางจะใจดีอยู่เหมือนกันนะพะย่ะค่ะ... อุตส่าห์พาท่านซาลาฟที่บาดเจ็บสาหัสไปทิ้งไว้ให้พวกทหารพบ ทั้งๆที่ฆ่าทิ้งเสียก็ได้... ลอร์ดเวนเซลกล่าวพลางนึกถึงสภาพดูไม่จืดของรองหัวหน้าหน่วยไล่ล่า ...กระดูกคอหัก... ทำให้ต้องพักงานยาวไปอีกหลายสัปดาห์

ฝีมือไม่ได้ความแบบนั้นอีกฝ่ายคงสมเพชละมั้ง? นัยน์ตาสีฟ้าหลุบต่ำก่อนจะเหลือบมองตาสีชาหลังกรอบแว่นของเวนเซลด้วยความร้อนรน ...ส่งคนที่เก่งที่สุดของเราไปจัดการเลย ลอร์ดเวนเซล ยังไงก็ปล่อยให้อาลูวีนตกอยู่ในเงื้อมมือของฝ่ายศาสนจักรไม่ได้... พูดจบเขาก็เอาหน้าซบมือเหมือนเดิม

ชายชุดเขียวขยับกรอบแว่นราวกับจะมองนายเหนือหัวให้ชัดขึ้น แต่แล้วก็ตัดสินใจตอบ ไม่มีพะย่ะค่ะ... ซาลาฟแห่งกงจักรอสุนีเป็นคนที่ฝีมือดีที่สุดของเราแล้วในเวลานี้

กษัตริย์หนุ่มเงยหน้าขึ้นอย่างเคร่งเครียด เป็นไปได้ยังไง?! ...แล้วรองแม่ทัพดัสตินล่ะ?! ผู้คุมกฎด้วย... สามขุนพล หัวหน้าหน่วยไล่ล่า...

รองแม่ทัพดัสตินติดคดีท่านโซเฟียอยู่ยังไม่กลับมา... ผู้คุมกฎ... ความเห็นส่วนตัวข้าว่าอันตรายต่อนักทำนายหลวงยิ่งกว่าฝ่ายตรงข้ามเสียอีก ส่วนสามขุนพลยังไม่รู้เรื่องที่อาลูวีนกับเทียร่าคือคนเดียวกัน หัวหน้าหน่วยไล่ล่าไปประกอบภารกิจ...

ตามดัสตินกลับมา! กษัตริย์ผมทองสั่งเสียงขาด เวนเซลก้มหน้ารับคำบัญชาก่อนจะก้าวออกจากห้อง ทิ้งคนที่กำลังกลุ้มอกกลุ้มใจไว้ท่ามกลางกองเอกสารเพียงลำพัง กษัตริย์หนุ่มนอนจมลงไปในเก้าอี้อย่างหมดแรงพลางรำพึงรำพัน

...อาลูวีนของข้า... ป่านนี้โดนไอ้นักบวชชั่วนั่นทำอะไรไปแล้วบ้างก็ไม่รู้...

...ปัดโธ่เอ้ย... แล้วงานพวกช่วยตัวประกันนี่... อย่างดัสตินก็ไว้ใจไม่ค่อยได้ซะด้วย แถมไม่ค่อยฉลาดอีกต่างหาก...

...เฮ่อ... หมด... หมดกัน... แผนอันชาญฉลาดของเรา...

...แต่เพื่ออาลูวีน... มันก็ช่วยไม่ได้นี่นะ...

ชายผมทองหยิบแผ่นโลหะผืนผ้าสีดำสนิทออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะคว้าปากกาที่นอนอยู่บนพื้นซึ่งดาษด้วยเอกสารขึ้นมา

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

สเวนลุกขึ้นยืน

...คลื่นไส้...

เขารู้สึกถึงของเหลวรสชาติเฝื่อนคาวที่สำรอกออกมาจากในคอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาใช้ GIFT ของตัวเองจนเกินขีดจำกัด และก็รู้ดีว่าผลอะไรจะตามมา นั่นก็คือจะสูญเสียความสามารถของ GIFT ไปชั่วคราวจนกว่าร่างกายจะกลับมาเป็นปกติ หากฝืนใช้ระบบภายในร่างกายก็จะปั่นป่วนจนถึงแก่ชีวิต

...แน่นอนว่าเขาไม่คิดที่จะตายอยู่แล้ว...

แก...ตบตาข้ามาตลอด... ชายผมเทาจ้องคนที่น่าจะบาดเจ็บจนไม่มีแรงยืน ยกขวานด้ามมหึมาที่ตกอยู่ข้างกายลูกน้องขึ้นมาอย่างไม่ยากลำบาก สเวน เอกลาส... คนอย่างแกมัน...

บอกแล้วว่าข้าไม่เหมือนแก... ไม่โง่เหมือนแก... สเวนยิ้มกวนประสาทก่อนจะโยนขวานลงตรงเท้าของคาร์ล มือของข้าก็ดีขึ้นมากแล้ว...ขอบคุณที่เป็นห่วง แกคงลืมไปสินะว่าตำแหน่งยิ่งสูงก็ยิ่งเข้าใกล้หมอดีๆ... ถึงจะไม่ดีเท่าเก่าสักทีแล้วรำคาญอยู่บ้างก็เถอะ

ระเบิดเมื่อกี้...หัวหน้าทำได้ยังไงครับ?! ทหารแว่นถามอย่างกระตือรือร้น ระหว่างที่อีกคนเหลือบมองไปทางตอดำๆที่เคยเป็นเก้าอี้ที่ผู้นำฝ่ายกบฏนั่งอยู่ สเวนเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะตอบสั้นๆ GIFT ของข้าก็คือเปลี่ยนของแข็งให้เป็นระเบิดนี่? และพื้นดินก็เป็นของแข็งเสียด้วย...

อ่ะ...-สุดยอด!

แล้วทำไมพึ่งใช้เอาป่านนี้ละท่าน?! นายปากต่อปากซึ่งหน้าเสียไปแล้วถามขึ้นมา จนโดนลุงที่อาวุโสกว่าตบกะโหลก แต่สเวนก็หันไปทางเขาพลางยิ้ม รอจังหวะอยู่ไงล่ะ... ข้าไม่สามารถขยายอานุภาพของ GIFT ให้ทำลายเป็นวงกว้างขนาดนี้ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง ก็เลยต้องรอให้พวกกบฏและผู้นำของมันโผล่ออกมาจากรูเสียก่อน... ไม่นึกว่าจะออกมาจริงๆ แถมยังล้อมพวกเราไว้ทุกด้าน กระจุกอยู่ในรัศมีทำลายล้างของกิฟท์พอดิบพอดี จากนั้นข้าก็ใช้เวลาในช่วงที่ดวลกับคู่มือ 10 คน เพื่อกะขนาดของทัพกบฏจะได้สร้างระเบิดให้กินพื้นที่คลอบคลุม และหาวิธีไปอยู่ใกล้ๆพวกเจ้าสามคนไม่งั้นพวกเจ้าจะพลอยโดนระเบิดไปด้วย... แบบนั้นคงแย่ รอยยิ้มน้อยๆที่ประทับอยู่บนหน้าอันคมคายของหัวหน้าในตอนนี้ นายปากต่อปากสาบานได้ว่าเป็นคนละแบบกับยิ้มเรียกน้ำตาตอนที่ออกคำสั่งให้ตัดมือเมื่อนาทีก่อน

จบหรือยังท่านลอร์ด...? คาร์ลกล่าว น้ำเสียงขาดเป็นห้วงๆ จบแล้วใช่ไหม? ...แผนการณ์หลอกลวงของท่าน?

จะว่าไงดีล่ะ? เกมลงทัณฑ์ของแกช่วยได้มากเลยคาร์ล ไม่อย่างนั้นจนบัดนี้ข้าก็ยังนึกไม่ออกว่าจะไปอยู่ใกล้ๆสามคนนั้นได้ยังไงหลังจากแกล้งลื่นล้มตอนสู้กับแกแล้ว...

หึ... ไม่เลว...ท่านลอร์ด... หมาลอบกัดแห่งแอซการ์ด... คาร์ลยกมือขึ้นลูบหน้าของตัวเองก่อนจะคว้าขวานที่พื้นซึ่งสเวนโยนกลับมาให้ขึ้นมา งั้นขอดูสิว่า--ท่านเตรียมรับมือข้าไว้ยังไง!!! ชายผมเทาโถมเข้าจู่โจมด้วยความเร็วอันน่าพรั่นพรึง แต่สเวนก็ถอยหลบทันที เจ้าสามคน! หนีไปซะ!

ลอร์ดสเวน! แต่คาร์ลมันโดนระเบิดไปขนาดนั้นยังไม่เป็นไร แล้วท่านจะทำยังไง?!

...จริงๆแล้วยังไม่ได้คิด... สเวนนึก แต่ก็ตะโกนตอบลูกน้องไป ข้ามีวิธีของข้า! ตอนนี้เป็นโอกาสเดียวที่พวกเจ้าจะหนี... ถ้ากลุ่มกบฏไม่ได้มีกองกำลังอยู่แค่นี้ ทันทีที่พวกนั้นได้ยินเสียงระเบิดจะต้องมาที่นี่แน่! รีบไปที่หมู่บ้านเชิงเขาของเดล ที่นั่น...แจ้งข่าวกองกำลังที่ประจำการอยู่!

แต่ว่า--!

ไม่มีแต่! ทำตามคำสั่งของข้าอย่างว่าง่ายสักครั้งก็ดีนะ! สเวนขอร้อง เส้นผมสีแดงถูกหั่นกระจายไปอีกหย่อมจากขวานที่แล่นผ่านหน้า คาร์ลโจมตีไม่มียั้ง แต่เนื่องจากขอบเขตการต่อสู้ไม่ถูกจำกัดสเวนจึงวิ่งทิ้งระยะอย่างไม่อาย

ไอ้...! แกบอกให้ลูกน้องหนี ทำไมแกหนีเองด้วยวะ!! คาร์ลตะโกนอย่างมีน้ำโห แต่สเวนก็ยังคงวิ่งต่อ จนเมื่อมาถึงขอบของหลุมที่เกิดจากการระเบิดเมื่อครู่สเวนจึงหยุดหอบ คาร์ลซึ่งวิ่งตามย่างสามขุมเข้าหาด้วยใบหน้าแดงก่ำ ไอ้หมาลวงโลก!!

สเวนมองผ่านหลังชายผมเทาไป สู่บริเวณที่ทหารแอซการ์ดคนอื่นเคยอยู่ ...มองไม่เห็นแล้ว... ในที่สุดพวกนั้นก็ฟังคำสั่งของเขาสักที

ข้าจะเล่าส่วนของนิทานที่แกเข้าใจผิดให้ฟัง ...ไม่สนใจเหรอคาร์ล? ชายหนุ่มถามหน้าตาย แต่แววตาอีกฝ่ายที่เปี่ยมด้วยรังสีอำมหิตก็ไม่สั่นคลอน ...ข้าปล่อยให้แกอยู่มานานเกินพอแล้ว... สมแล้วที่ท่านผู้นั้นสั่งให้ข้าปลิดชีพแกอย่างทรมาน... คนอย่างแกไม่สมควรจะได้รับความเห็นใจเลยสักนิด อยู่ไปก็รกโลกใบนี้เปล่าๆ... คาร์ลเหวี่ยงขวานเข้ากลางลำตัวของอีกฝ่าย ซึ่งเสนาบดีผมแดงก็หักหลบ

ไม่ได้กินหรอกคาร์ล ข้าเป็นถึงอดีตผู้ท้าชิงตำแหน่งแม่ทัพเชียวนะ ฝีมือแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้--

...ตู๊ด ตู๊ด...

เสียงปริศนาดังขึ้นพร้อมๆกับการลื่นล้มหงายหลังไปบนพื้นของสเวน คนที่แผลเก่าโดนกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำหน้าเซ็งสุดขีดก่อนจะล้วงเข้าไปใต้เสื้อคลุมอันขาดวิ่น

แกทำอะไร?! คาร์ลตะคอกถามด้วยน้ำโห แต่สเวนก็รีบยกมือขึ้นปราม

-ขอเวลานอก!

เวลานอก?!

แต่สเวนไม่สนปฏิกิริยาของชายหน้าบากด้วยซ้ำ เขาหยิบนาฬิกาเรือนทองที่คล้องอยู่รอบคอตลอดออกมา

...และเปิดฝามันออก เพื่อพบกับหน้าปัดที่มีเข็มชี้เวลา

และกระจก... ที่สะท้อนข้อความขนาดจิ๋วสีดำสนิท

ฝ่ายตรงข้ามลักพาตัวหญิงงามคนสำคัญไป

พยายามจัดสรรกำลังคนเท่าที่เหลือไปช่วยแต่ไร้ประโยชน์ จงชะลอภารกิจไว้ก่อนและกลับมาที่เมืองหลวงด่วน

ด้วยความเคารพ

เรียอาฮา เจ เลอราเม